FAQ
รับมือสรรพากรและการแก้ไขข้อผิดพลาด
จดหมายเชิญพบ การยื่นแบบเพิ่มเติม เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ใบกำกับภาษีผิด รายได้ไม่ตรงกันระหว่างแบบ และการขอผ่อนชำระ พร้อมลำดับขั้นตอนที่ควรทำก่อนตอบกลับเจ้าหน้าที่
อ่านหัวจดหมายให้ชัดว่าอ้างแบบใด ปีภาษีใด และประเด็นใด แล้วจดวันนัดกับชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกหนังสือไว้ ก่อนตอบกลับควรดึงแบบที่ยื่นจริงของช่วงนั้นมากระทบกับสมุดบัญชีเสียก่อน เพื่อให้รู้ตัวเลขของตัวเองก่อนเข้าพบ หากยังรวบรวมเอกสารไม่ทัน สามารถโทรแจ้งขอเลื่อนนัดอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งตามปกติเจ้าหน้าที่จะพิจารณาให้เมื่อมีเหตุผลชัดเจน
ผู้รับมอบอำนาจเข้าพบแทนได้ โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบ ในทางปฏิบัติมักให้ผู้ทำบัญชีเข้าไปชี้แจงตัวเลขและเส้นทางเอกสาร ส่วนกรรมการเข้าร่วมเมื่อประเด็นเกี่ยวกับนโยบายธุรกิจหรือการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ที่ผู้ทำบัญชีตอบแทนไม่ได้
ชุดมาตรฐานคือแบบที่ยื่นพร้อมใบเสร็จรับชำระ รายงานภาษีซื้อภาษีขาย สมุดรายวันและบัญชีแยกประเภทของงวดที่ถูกถาม สเตทเมนต์ธนาคาร และเอกสารต้นทางของรายการที่เจ้าหน้าที่ระบุ ควรจัดเรียงตามลำดับเดียวกับที่หนังสือเชิญกล่าวถึงและทำสารบัญหน้าแรก เพราะการค้นหาเอกสารได้เร็วช่วยลดจำนวนรอบการเรียกเพิ่ม
ยื่นเพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนมักได้ผลดีกว่า เพราะภาระเงินเพิ่มคำนวณตามจำนวนวันที่ล่าช้า ยิ่งแก้เร็วยอดยิ่งน้อย และการแก้ไขโดยสมัครใจแสดงเจตนาสุจริตเมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาลดเบี้ยปรับ สิ่งที่ต้องระวังคือแก้ให้ครบทุกแบบที่เกี่ยวข้องในคราวเดียว เพราะการแก้เฉพาะแบบเดียวมักทำให้ตัวเลขข้ามแบบยิ่งไม่ตรงกัน
เงินเพิ่มเป็นค่าของเวลา คิดตามระยะเวลาที่ชำระล่าช้าและโดยหลักไม่อยู่ในดุลพินิจให้ลด ส่วนเบี้ยปรับเป็นบทลงโทษกรณียื่นขาดหรือไม่ยื่น ซึ่งมีระเบียบให้เจ้าหน้าที่พิจารณาลดตามลำดับความรวดเร็วในการแก้ไขและความร่วมมือ จึงควรถามอัตราที่ใช้กับกรณีของเราเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วเก็บคำอธิบายไว้ประกอบคำขอลด
ถ้าผิดที่รายละเอียดผู้ซื้อหรือข้อความ ให้ยกเลิกฉบับเดิมและออกฉบับใหม่โดยอ้างเลขที่และวันที่ของฉบับเดิม พร้อมเก็บต้นฉบับที่ยกเลิกไว้ในชุดเดียวกัน แต่ถ้าผิดที่จำนวนเงินหลังส่งมอบสินค้าแล้ว ต้องใช้ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้แทนการยกเลิก แล้วนำไปปรับในรายงานภาษีขายของเดือนที่ออกเอกสารนั้น
ภาษีซื้อที่ยังไม่ได้ใช้สามารถนำมาใช้ในเดือนถัดไปได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้องและเกี่ยวกับกิจการ วิธีที่ปลอดภัยคือบันทึกในรายงานภาษีซื้อของเดือนที่นำมาใช้จริง พร้อมหมายเหตุอ้างเดือนของใบกำกับ เพื่อให้ผู้ตรวจเห็นเหตุผลของความต่างระหว่างวันที่เอกสารกับเดือนที่ใช้เครดิต
ความต่างส่วนใหญ่มีคำอธิบายตามปกติ เช่น รายได้ที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินมัดจำที่รับก่อนรับรู้รายได้ ขายทรัพย์สิน หรือจังหวะเวลาของงานที่ยังทำไม่เสร็จ สิ่งที่ควรทำคือจัดทำกระดาษกระทบยอดหนึ่งหน้าที่เริ่มจากยอดรวมสิบสองเดือนของแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วบวกลบรายการอธิบายทีละบรรทัดจนเท่ากับรายได้ในงบกำไรขาดทุน และเก็บไว้ทุกปีแม้ยังไม่ถูกเรียกถาม
ต้องชี้ให้เห็นต้นทางของเงินเป็นรายรายการ เช่น เงินกู้ที่มีสัญญาและการชำระคืน เงินคืนจากซัพพลายเออร์ที่มีใบลดหนี้ การโอนระหว่างบัญชีของกิจการเอง หรือเงินทดรองที่คืนกลับ ควรทำตารางแนบสเตทเมนต์ที่ระบุวันที่ จำนวน คู่สัญญา และเอกสารอ้างอิงของแต่ละยอด เพราะการอธิบายรวมเป็นก้อนมักถูกตีเป็นรายได้ทั้งจำนวน
ขอสำเนาจากคู่ค้าเป็นลำดับแรก โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมตราประทับ ถ้าไม่ได้จริงให้ประกอบด้วยหลักฐานแวดล้อม เช่น หลักฐานการโอนเงิน ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ อีเมลยืนยัน และบันทึกภายในที่อธิบายเหตุที่เอกสารสูญหาย น้ำหนักของคำชี้แจงขึ้นกับความสอดคล้องกันของหลักฐานหลายชิ้นมากกว่าจำนวนกระดาษที่ยื่น
ความรับผิดตามกฎหมายภาษีอยู่ที่ผู้เสียภาษีคือบริษัทเสมอ ส่วนความรับผิดระหว่างบริษัทกับผู้ให้บริการเดิมเป็นเรื่องของสัญญาจ้าง ทางปฏิบัติที่ทำได้คือแยกให้ชัดว่าความผิดพลาดเกิดจากข้อมูลที่ส่งไม่ครบหรือจากการบันทึกผิด แล้วเก็บหลักฐานการส่งมอบเอกสารในช่วงนั้นไว้ ก่อนเจรจาเรื่องค่าเสียหายแยกจากการแก้ไขแบบซึ่งควรทำทันที
ยื่นคำขอผ่อนชำระต่อสำนักงานพื้นที่ที่รับผิดชอบได้ โดยแนบเหตุผลด้านสภาพคล่อง งบการเงินล่าสุด และแผนการชำระที่ทำได้จริง ระหว่างผ่อนชำระเงินเพิ่มยังเดินต่อในส่วนที่ค้าง จึงควรเสนอเงินก้อนแรกให้มากที่สุดเท่าที่รับไหว และรักษาตารางการจ่ายอย่างเคร่งครัด เพราะการผิดนัดมักทำให้ข้อตกลงสิ้นผลทั้งจำนวน
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการชุดที่รับพิจารณาเรื่องนี้ ภายในกรอบเวลาที่ระบุไว้บนหนังสือฉบับนั้น หากผลการพิจารณายังไม่เป็นที่ยอมรับ ขั้นถัดไปคือการนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากร ควรชั่งน้ำหนักมูลค่าข้อพิพาทกับต้นทุนเวลาและค่าดำเนินการ และให้ผู้ทำบัญชีรวบรวมชุดหลักฐานเชิงข้อเท็จจริงให้ครบก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
แปลงประเด็นที่ถูกทักให้เป็นรายการตรวจประจำเดือน เช่น กระทบยอดรายได้ข้ามแบบทุกเดือนแทนปีละครั้ง กำหนดวันตัดรอบรับเอกสารและปิดรับหลังจากนั้น ตรวจความครบถ้วนของใบกำกับภาษีก่อนบันทึก และแยกบัญชีธนาคารกิจการออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้ลดงานชี้แจงรอบหน้าได้มากกว่าการเพิ่มจำนวนแฟ้มเก็บเอกสาร
งานหลักคือประเมินประเด็นและวงเงินที่มีความเสี่ยงก่อน จากนั้นจัดทำกระดาษกระทบยอดและชุดเอกสารตามลำดับที่หนังสือระบุ ซ้อมคำตอบให้ตรงกันระหว่างฝ่ายบัญชีกับผู้บริหาร เข้าพบร่วมหรือแทนตามหนังสือมอบอำนาจ และเมื่อจบเรื่องจึงสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่แก้ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงจ่ายภาษีส่วนต่างแล้วปล่อยระบบเดิมไว้
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ได้รับหนังสือเชิญพบจากสรรพากร ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก
- ต้องให้กรรมการไปพบเองไหม หรือให้สำนักงานบัญชีไปแทนได้
- เอกสารชุดใดที่ควรเตรียมไปในวันเข้าพบ
- รู้ตัวว่ายื่นแบบผิด ควรยื่นเพิ่มเติมเองก่อนหรือรอให้เจ้าหน้าที่ทัก
- เบี้ยปรับต่างจากเงินเพิ่มตรงไหน และรายการใดยื่นขอลดหย่อนได้
- ออกใบกำกับภาษีผิด เช่น ชื่อผิดหรือจำนวนเงินผิด ต้องแก้อย่างไร
- เพิ่งเจอใบกำกับภาษีซื้อของเดือนก่อน ยังใช้เครดิตได้ไหม
- รายได้ใน ภ.พ.30 ไม่ตรงกับ ภ.ง.ด.50 จะอธิบายอย่างไร
- เจ้าหน้าที่ถามเรื่องเงินเข้าบัญชีที่ไม่ใช่รายได้ ควรพิสูจน์อย่างไร
- เอกสารต้นทางบางส่วนหายไป จะชี้แจงอย่างไรให้รับฟังได้
- ความผิดพลาดเกิดในช่วงสำนักงานบัญชีเดิม ใครรับผิดชอบ
- ยอดภาษีที่ต้องชำระสูงเกินสภาพคล่อง ขอผ่อนชำระได้ไหม
- ไม่เห็นด้วยกับผลการประเมิน มีทางคัดค้านอย่างไร
- ปิดเรื่องกับสรรพากรแล้ว ควรปรับระบบภายในอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ
- สำนักงานบัญชีช่วยอะไรได้บ้างเมื่อลูกค้าถูกเรียกตรวจ
หัวข้ออื่น