FAQ
ผู้ถือหุ้น โครงสร้างทุน และกรรมการ
เรื่องทุนและผู้ถือหุ้นมักถูกเลื่อนจนถึงวันที่ต้องรับนักลงทุนหรือแยกทางกับหุ้นส่วน ทั้งที่การแก้ทีหลังแพงกว่าการวางให้ถูกตั้งแต่แรกมาก คลัสเตอร์นี้รวมคำถามที่เจ้าของกิจการถามจริงเกี่ยวกับการเพิ่มทุน โอนหุ้น เงินกู้กรรมการ เงินปันผล และอำนาจลงนาม พร้อมลำดับเอกสารที่ต้องยื่นและผลทางภาษีที่ตามมาในแต่ละทางเลือก
ลำดับที่ใช้จริงคือคณะกรรมการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ส่งหนังสือเชิญพร้อมวาระตามระยะเวลาที่ข้อบังคับกำหนด จัดประชุมและมีมติพิเศษให้เพิ่มทุนพร้อมแก้หนังสือบริคณห์สนธิข้อที่ว่าด้วยทุน จากนั้นจัดสรรหุ้นใหม่ เรียกชำระค่าหุ้น และยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในกำหนด งานเอกสารมักใช้เวลาราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์นับจากวันประชุม สิ่งที่ทำให้ล่าช้าเกือบทุกครั้งคือหลักฐานการชำระค่าหุ้นที่ไม่ตรงกับชื่อผู้ถือหุ้น หรือเงินเข้าบัญชีก่อนวันมติ จึงควรวางแผนกระแสเงินสดกับวันประชุมให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น
กรณีบริษัทให้กรรมการยืม ประเด็นแรกคือบริษัทควรคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สมเหตุสมผล เพราะการให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยเปิดช่องให้ประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม และยอดค้างที่โตขึ้นทุกปีเป็นสัญญาณที่ถูกจับตาในการตรวจสอบ กรณีกรรมการให้บริษัทยืม ควรมีสัญญาเงินกู้ระบุอัตราดอกเบี้ยและกำหนดชำระ พร้อมหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทจริง เพราะรายการเงินเข้าที่ไม่มีเอกสารรองรับมักถูกมองเป็นรายได้ที่ยังไม่ได้บันทึก ทั้งสองทางควรมีมติที่ประชุมอนุมัติ และแยกบัญชีย่อยให้เห็นยอดคงเหลือรายบุคคลชัดเจนทุกสิ้นเดือน
ต้องคิดสองชั้นเสมอ ชั้นแรกคือภาษีของบริษัท เงินเดือนเป็นรายจ่ายที่ลดกำไรก่อนเสียภาษีนิติบุคคล ขณะที่เงินปันผลจ่ายจากกำไรหลังเสียภาษีแล้ว ชั้นที่สองคือภาษีของบุคคล เงินเดือนคำนวณตามขั้นบันไดหลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน ส่วนเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและมีทางเลือกเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผล คำตอบจึงต่างกันตามระดับกำไรและรายได้อื่นของเจ้าของ ในทางปฏิบัติเรามักจำลองสามแบบ คือเงินเดือนล้วน ปันผลล้วน และแบบผสม แล้วเลือกจุดที่ภาระรวมต่ำสุดโดยยังรักษาฐานประกันสังคมและความสามารถในการขอสินเชื่อส่วนบุคคลไว้
ต้องมีกำไรสะสมเพียงพอตามงบการเงินที่ได้รับอนุมัติ ไม่ใช่ดูเพียงเงินสดในบัญชี ต้องจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายในอัตราที่กำหนดจนกว่าจะครบเพดาน และต้องมีมติที่ประชุมอนุมัติการจ่าย โดยระบุอัตราต่อหุ้นและวันจ่ายให้ชัด เมื่อจ่ายจริงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งภายในกำหนดของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้ถือหุ้นทุกราย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือโอนเงินให้เจ้าของก่อนแล้วค่อยทำมติย้อนหลัง ซึ่งทำให้รายการนั้นถูกจัดเป็นเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการแทน และต้องตามแก้ทั้งดอกเบี้ยและเอกสารในภายหลัง
ต้องจัดภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี เพื่ออนุมัติงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจแล้ว แต่งตั้งผู้สอบบัญชีของรอบถัดไป และพิจารณาการจัดสรรกำไร จากนั้นนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนภายในกำหนดที่ตามมา หากไม่จัดหรือจัดช้า ผลที่ตามมาคือค่าปรับทั้งของบริษัทและกรรมการ และงบการเงินที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจะทำให้การขอสินเชื่อหรือการเข้าประมูลงานสะดุด วิธีที่ได้ผลคือกำหนดปฏิทินย้อนกลับจากวันสิ้นรอบบัญชี โดยตั้งเส้นตายให้ผู้สอบบัญชีส่งร่างงบล่วงหน้าอย่างน้อยสามสัปดาห์ก่อนวันประชุม
ทำได้เมื่อทุนที่จดไว้สูงเกินความจำเป็นของกิจการ หรือเมื่อขาดทุนสะสมมากจนต้องการล้างยอดให้งบดุลสะท้อนความเป็นจริง ขั้นตอนต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ประกาศให้เจ้าหนี้ทราบตามวิธีที่กฎหมายกำหนด และเปิดช่วงเวลาให้เจ้าหนี้คัดค้าน หากมีผู้คัดค้านบริษัทต้องชำระหนี้หรือให้หลักประกันก่อนจึงจะจดทะเบียนได้ ผลกระทบที่ควรชั่งน้ำหนักคือทุนจดทะเบียนเป็นตัวเลขที่คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความน่าเชื่อถือ การลดลงมากอาจกระทบวงเงินการค้า จึงควรคุยกับธนาคารและคู่ค้าหลักก่อนดำเนินการ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ขั้นตอนเพิ่มทุนจดทะเบียนต้องทำอะไรบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน
- โอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นเดิมกับคนนอก ต้องทำเอกสารอะไรและเสียภาษีไหม
- กรรมการยืมเงินบริษัทหรือให้บริษัทยืม มีข้อควรระวังอะไร
- เจ้าของควรรับเงินเป็นเงินเดือนหรือเงินปันผลจึงจะคุ้มที่สุด
- บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
- ควรกำหนดอำนาจกรรมการลงนามแบบไหนจึงจะปลอดภัยและไม่ติดขัด
- จำเป็นต้องมีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นหรือไม่ ถ้ามีข้อบังคับบริษัทแล้ว
- มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้ามาต้องระวังเรื่องสัดส่วนและเอกสารอะไร
- ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีต้องทำเมื่อไรและถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างไร
- ลดทุนจดทะเบียนทำได้ในกรณีไหน และกระทบเจ้าหนี้อย่างไร
หัวข้ออื่น