FAQ
แฟรนไชส์และการขยายสาขาหลายแห่ง
แนวปฏิบัติทางบัญชีและภาษีเมื่อธุรกิจเริ่มขายแฟรนไชส์หรือเปิดสาขาเพิ่ม ครอบคลุมค่าแรกเข้า ค่าสิทธิรายเดือน การจดสาขาเพื่อภาษีมูลค่าเพิ่ม และการวัดกำไรรายสาขา

ขึ้นอยู่กับว่าภาระที่ต้องส่งมอบเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง ถ้าค่าแรกเข้าครอบคลุมการฝึกอบรม การเลือกทำเล การออกแบบร้าน และการสนับสนุนช่วงเปิด ให้แยกภาระแต่ละส่วนแล้วรับรู้รายได้เมื่อส่งมอบจริงในแต่ละขั้น ส่วนที่เป็นสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา มักต้องทยอยรับรู้ตามอายุสัญญา การเขียนสัญญาให้แยกมูลค่าของแต่ละองค์ประกอบไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยให้การรับรู้รายได้ไม่ถูกโต้แย้งภายหลัง
โดยทั่วไปผู้จ่ายค่าสิทธิที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่ง พร้อมออกหนังสือรับรองให้ผู้รับ ฝ่ายผู้รับต้องบันทึกรายได้เต็มจำนวนและบันทึกภาษีที่ถูกหักเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้เครดิตตอนยื่นแบบประจำปี ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้จ่ายลืมส่งหนังสือรับรอง ทำให้เครดิตภาษีหายไป จึงควรกำหนดในสัญญาว่าต้องส่งเอกสารภายในกี่วันหลังโอนเงิน และให้ฝ่ายบัญชีติดตามเป็นรายเดือนเหมือนติดตามลูกหนี้
ถ้าสถานที่นั้นเป็นสถานประกอบการที่ใช้ประกอบกิจการจริงและอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องแจ้งเพิ่มสถานประกอบการต่อกรมสรรพากรก่อนเริ่มดำเนินการ และต้องติดใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของสาขานั้นไว้ที่สาขา เอกสารใบกำกับภาษีที่ออกจากสาขาต้องระบุเลขที่สาขาให้ถูกต้อง หากลืมแจ้ง มักตามมาด้วยปัญหาใบกำกับภาษีที่ออกไม่สมบูรณ์และภาษีซื้อของคู่ค้าถูกโต้แย้ง จึงควรวางขั้นตอนแจ้งสาขาไว้ในเช็กลิสต์การเปิดร้านทุกครั้ง
ใช้มิติศูนย์ต้นทุนควบคู่กับผังบัญชีเดิม โดยกำหนดรหัสสาขาให้ทุกใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย ใบเบิกสินค้า และรายการเงินเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เช่น การตลาดระดับแบรนด์ หรือเงินเดือนสำนักงานใหญ่ ให้ปันส่วนด้วยเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและใช้ต่อเนื่อง เพื่อให้เปรียบเทียบสาขาต่อสาขาได้อย่างเป็นธรรม รายงานที่ควรออกทุกเดือนคือยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าแรงต่อยอดขาย และค่าเช่าต่อยอดขายของแต่ละสาขา
การโอนภายในนิติบุคคลเดียวกันไม่ใช่การขาย จึงใช้ใบโอนสินค้าภายในที่ระบุสาขาต้นทาง ปลายทาง รายการ จำนวน และผู้อนุมัติ พร้อมให้ผู้รับลงชื่อยืนยันเมื่อของถึง แต่ถ้าสาขาอยู่คนละนิติบุคคล เช่น ผู้รับแฟรนไชส์เป็นบริษัทของตัวเอง การส่งสินค้าถือเป็นการขายที่ต้องออกใบกำกับภาษีตามปกติ ความสับสนระหว่างสองกรณีนี้คือสาเหตุที่ทำให้ยอดสต๊อกกับยอดขายไม่ตรงกันในธุรกิจที่โตเร็ว
ยังไม่ใช่รายได้ ตราบใดที่ยังมีเงื่อนไขคืนเงินหรือยังไม่ได้ส่งมอบสิทธิ ให้บันทึกเป็นหนี้สินประเภทเงินรับล่วงหน้าก่อน แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อลงนามสัญญาและเริ่มส่งมอบบริการ หากผู้สนใจยกเลิกและสัญญาระบุว่าริบได้ ให้รับรู้เป็นรายได้อื่นในงวดที่สิทธิเรียกร้องสิ้นสุดลง สิ่งที่ควรทำคู่กันคือแยกบัญชีเงินมัดจำที่ยังมีภาระคืนออกจากเงินสดหมุนเวียนปกติ เพื่อไม่ให้ตัวเลขกระแสเงินสดดูดีเกินจริง
ถ้าตามสัญญาเงินก้อนนี้ต้องนำไปใช้เพื่อการตลาดของแบรนด์เท่านั้น ควรคุมเป็นบัญชีเฉพาะที่แสดงยอดรับ ยอดใช้ และยอดคงเหลือ พร้อมรายงานให้สมาชิกทราบตามรอบที่ตกลง การนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็นทั้งประเด็นสัญญาและประเด็นภาษี เพราะรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการจะถูกบวกกลับ ควรกำหนดผู้อนุมัติและเพดานวงเงินต่อแคมเปญ พร้อมเก็บหลักฐานการเผยแพร่จริง เช่น ภาพสื่อ ใบเสร็จ และรายงานผลของแต่ละแคมเปญ
กำหนดสามอย่างเป็นมาตรฐานกลาง คือผังบัญชีย่อที่ทุกสาขาต้องใช้ ปฏิทินส่งข้อมูลรายเดือนพร้อมวันตัดรอบที่ชัดเจน และรูปแบบไฟล์นำส่งที่ระบบส่วนกลางอ่านได้ทันที เพิ่มเติมด้วยคำนิยามตัวเลขสำคัญ เช่น ยอดขายสุทธิหมายถึงอะไร นับรวมส่วนลดพนักงานหรือไม่ เพราะความต่างของคำนิยามคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขรวมของเครือเพี้ยน ควรมีแบบฟอร์มตรวจสอบก่อนส่งที่สาขาต้องกรอกเอง เพื่อจับข้อผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง
ลำดับงานคือนับสต๊อกและโอนหรือจำหน่ายให้เรียบร้อยพร้อมเอกสาร ตัดจำหน่ายส่วนปรับปรุงอาคารและสินทรัพย์ที่ใช้ต่อไม่ได้โดยบันทึกผลขาดทุนในงวดที่เกิด เคลียร์ภาระตามสัญญาเช่าและค่าใช้จ่ายค้างจ่าย จ่ายค่าชดเชยพนักงานตามกฎหมายพร้อมหักภาษีให้ถูกต้อง จากนั้นแจ้งยกเลิกสถานประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การเก็บชุดเอกสารปิดสาขาไว้ครบเป็นแฟ้มเดียวช่วยได้มากเมื่อถูกสอบถามในปีถัดไป
ประเด็นหลักมีสามข้อ ข้อแรกคือฐานการคำนวณต้องตรงกับสัญญาและตรวจสอบย้อนได้จากยอดขายจริง ข้อสองคือภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้บริการต่างประเทศ ซึ่งต้องดูอนุสัญญาภาษีซ้อนประกอบ และข้อสามคือความสมเหตุสมผลของอัตราค่าสิทธิเมื่อคู่สัญญาเป็นบริษัทในเครือ เพราะอาจถูกตรวจสอบในมุมราคาโอน ควรจัดทำเอกสารสนับสนุนอัตราที่ใช้ และเก็บหลักฐานว่าได้รับประโยชน์จากแบรนด์จริง เช่น คู่มือปฏิบัติงาน การอบรม และการสนับสนุนการตลาด
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
รับผิดชอบงานวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน รวมถึงคดีอุทธรณ์ภาษีกับกรมสรรพากรมากกว่า 10 ปี
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ค่าแรกเข้าที่เก็บจากผู้ซื้อแฟรนไชส์ รับรู้เป็นรายได้ทั้งก้อนเลยได้ไหม
- ค่าสิทธิรายเดือนที่เก็บจากสาขาแฟรนไชส์ ต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายไหม
- เปิดสาขาใหม่ต้องจดทะเบียนสาขาเพื่อภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่
- อยากรู้กำไรขาดทุนแยกรายสาขา ต้องวางระบบบัญชีอย่างไร
- โอนสินค้าระหว่างสาขาบ่อยมาก ต้องออกเอกสารอะไร
- เก็บเงินมัดจำสิทธิพื้นที่จากผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ ต้องลงเป็นรายได้เลยไหม
- เก็บเงินสมทบกองทุนการตลาดจากทุกสาขา ต้องแยกบัญชีอย่างไร
- อยากให้ทุกสาขาส่งตัวเลขในรูปแบบเดียวกัน ควรกำหนดอะไรบ้าง
- ปิดสาขาที่ขาดทุน ต้องจัดการทางบัญชีและภาษีอย่างไร
- จ่ายค่าสิทธิให้เจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ
หัวข้ออื่น