FAQ
งบการเงินรวมและการรายงานของบริษัทในเครือ
คำถามที่พบบ่อยเมื่อกิจการมีบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมมากกว่าหนึ่งแห่ง ตั้งแต่ต้องทำงบรวมหรือไม่ การตัดรายการระหว่างกัน ค่าความนิยม สัดส่วนผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม จนถึงการวางปฏิทินปิดบัญชีให้ทั้งกลุ่มเดินพร้อมกัน

จำนวนบริษัทไม่ใช่ตัวชี้ขาด สิ่งที่ชี้ขาดคืออำนาจควบคุม หากกิจการหนึ่งสามารถกำหนดนโยบายการเงินและการดำเนินงานของอีกกิจการหนึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์ตอบแทน ก็เข้าข่ายต้องนำมารวม แม้ถือหุ้นเพียงบริษัทเดียวก็ตาม การถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุด แต่การควบคุมผ่านข้อตกลงผู้ถือหุ้นหรือสิทธิแต่งตั้งกรรมการก็นับเช่นกัน กิจการที่รายงานภายใต้กรอบสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลางจะมีข้อผ่อนปรนมากกว่า จึงควรยืนยันกรอบมาตรฐานที่ใช้ก่อนตัดสินใจ
ต้องตัดออกให้หมดในงบรวม เพราะกลุ่มบริษัทมองเป็นหน่วยเศรษฐกิจเดียว การขายสินค้าจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่งจึงยังไม่ถือว่าเกิดรายได้กับบุคคลภายนอก สิ่งที่ต้องตัดมีทั้งยอดขายกับต้นทุนที่คู่กัน ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ระหว่างกัน ดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่าย และกำไรที่ยังฝังอยู่ในสินค้าคงเหลือที่ยังขายออกไม่ได้ ข้อควรระวังคืองบเฉพาะกิจการของแต่ละบริษัทยังคงแสดงรายการเหล่านี้ตามปกติ และภาระภาษีของแต่ละนิติบุคคลก็ยังคำนวณแยกกัน การตัดรายการเป็นเรื่องของงบรวมเท่านั้น
ให้ดูว่าสินค้าที่ยังค้างอยู่ในคลังปลายงวดมีมูลค่าเท่าไร แล้วคำนวณย้อนว่ามีอัตรากำไรของผู้ขายในกลุ่มติดอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่านั้น จำนวนที่ได้คือส่วนที่ต้องหักออกจากสินค้าคงเหลือและกำไรของกลุ่ม เมื่อสินค้าถูกขายออกไปให้ลูกค้าภายนอกในงวดถัดไป กำไรก้อนนั้นจึงกลับมารับรู้ได้ วิธีที่ทำให้งานนี้ไม่หนักคือกำหนดให้แต่ละบริษัทติดรหัสคู่ค้าภายในกลุ่มไว้ในระบบตั้งแต่ต้น จะได้ดึงยอดคงค้างมาคำนวณได้ทันทีโดยไม่ต้องไล่ใบกำกับทีละใบตอนปิดงบ
ขั้นแรกต้องปรับมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้ของกิจการที่ซื้อมาให้เป็นมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ได้อำนาจควบคุม ซึ่งมักทำให้ที่ดิน อาคาร หรือสัญญากับลูกค้ามีมูลค่าต่างจากที่เคยบันทึกไว้ ส่วนที่จ่ายเกินกว่ามูลค่ายุติธรรมสุทธิจึงแสดงเป็นค่าความนิยมในงบรวม ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่ายตามมาตรฐานสากล แต่ต้องประเมินการด้อยค่าอย่างน้อยปีละครั้ง ในกรอบมาตรฐานที่กิจการไทยหลายแห่งใช้อาจกำหนดให้ตัดจำหน่ายตามอายุที่ประมาณได้ จึงต้องยืนยันกรอบก่อนวางนโยบาย
งบรวมจะนำสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทลูกมารวมทั้งจำนวน ไม่ใช่รวมตามสัดส่วนที่ถือ แล้วจึงแยกแสดงส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นรายอื่นไว้ในส่วนของเจ้าของเป็นบรรทัดต่างหาก เช่นเดียวกับกำไรของงวดที่ต้องแบ่งว่าเท่าไรเป็นของบริษัทใหญ่และเท่าไรเป็นของผู้ถือหุ้นรายอื่น เหตุผลคือกลุ่มควบคุมทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทลูก จึงต้องแสดงทั้งก้อนแล้วค่อยบอกว่าใครมีสิทธิในผลตอบแทนส่วนใด การเปลี่ยนสัดส่วนถือหุ้นภายหลังโดยยังคุมอยู่เหมือนเดิม ถือเป็นรายการกับเจ้าของ ไม่ผ่านกำไรขาดทุน
สัดส่วนระดับนั้นมักไม่ถึงขั้นควบคุม แต่ถือว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่นำงบมารวมทั้งบรรทัด แต่ใช้วิธีส่วนได้เสียแทน คือบันทึกเงินลงทุนด้วยราคาทุนก่อน แล้วปรับเพิ่มลดตามส่วนแบ่งกำไรขาดทุนของกิจการนั้นในแต่ละงวด และลดลงเมื่อได้รับเงินปันผล ตัวชี้วัดอิทธิพลไม่ได้ดูแค่เปอร์เซ็นต์ แต่ดูสิทธิส่งกรรมการเข้าไปนั่ง การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และการทำรายการสำคัญระหว่างกัน หากข้อเท็จจริงชี้ว่าไม่มีอิทธิพลใด ๆ เลย ก็อาจต้องจัดประเภทเป็นเงินลงทุนทั่วไปแทน
ต้องปรับให้เป็นแนวเดียวกันก่อนนำมารวม มิฉะนั้นตัวเลขที่บวกกันจะไม่มีความหมาย จุดที่ต่างกันบ่อยคืออายุการใช้งานของสินทรัพย์ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ เกณฑ์การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และจังหวะการรับรู้รายได้จากงานที่ทำเป็นช่วง วิธีจัดการที่เบาแรงที่สุดคือออกคู่มือนโยบายบัญชีของกลุ่มเป็นเอกสารเดียว แล้วให้ทุกบริษัทใช้ผังบัญชีร่วมกันตั้งแต่ระดับระบบ ถ้าปรับที่ระบบไม่ได้จริง ๆ ให้ทำกระดาษทำการปรับปรุงแยกไว้ทุกงวดพร้อมคำอธิบาย เพื่อให้ผู้สอบบัญชีตามรอยได้
ทางที่สะอาดที่สุดคือขอเปลี่ยนรอบบัญชีของบริษัทลูกให้ตรงกับบริษัทแม่ ซึ่งต้องมีมติที่ประชุมและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน หากยังเปลี่ยนไม่ได้ในปีนั้น ให้บริษัทลูกจัดทำข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลาที่ตรงกับรอบของกลุ่ม โดยระยะห่างระหว่างรอบไม่ควรกว้างเกินไป และต้องปรับปรุงผลกระทบของรายการสำคัญที่เกิดระหว่างช่วงที่ต่างกัน สิ่งที่ควรเลี่ยงคือนำงบคนละช่วงเวลามาบวกกันเฉย ๆ เพราะจะทำให้ผลประกอบการของกลุ่มบิดเบือนโดยที่ผู้อ่านงบไม่มีทางรู้
ให้ทำงานถอยหลังจากวันที่ต้องนำส่ง แล้วกำหนดวันตายตัวสามจุด คือวันที่ทุกบริษัทต้องปิดบัญชีของตนเอง วันที่ต้องส่งแบบฟอร์มข้อมูลกลุ่มให้ส่วนกลาง และวันที่ต้องยืนยันยอดคงค้างระหว่างกันให้ตรงกันทุกคู่ ขั้นตอนยืนยันยอดระหว่างกันคือจุดที่ทำให้งานล่าช้าที่สุดเสมอ จึงควรให้ทำก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์และให้ผู้รับผิดชอบของแต่ละบริษัทเซ็นยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ควรกำหนดผู้ตัดสินชี้ขาดหนึ่งคนเมื่อยอดสองฝั่งไม่ตรง เพื่อไม่ให้เรื่องค้างอยู่ระหว่างสองทีม
ไม่ได้ ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยยึดที่ตัวนิติบุคคลแต่ละราย ดังนั้นทุกบริษัทในกลุ่มยังต้องยื่นแบบและเสียภาษีของตนเองแยกกัน ผลขาดทุนของบริษัทหนึ่งจึงนำไปหักกับกำไรของอีกบริษัทหนึ่งไม่ได้ งบรวมเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ถือหุ้น ธนาคาร และผู้บริหารในการมองภาพรวม ไม่ใช่ฐานคำนวณภาษี ข้อนี้มีนัยสำคัญต่อการวางโครงสร้างกลุ่ม เพราะการกระจายกำไรไปไว้ผิดบริษัทอาจทำให้กลุ่มเสียภาษีรวมสูงกว่าที่ควร จึงควรทบทวนโครงสร้างพร้อมกับผู้ทำบัญชีก่อนตั้งบริษัทใหม่เพิ่ม
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ปิดงบและเซ็นรับรองงบการเงินให้ธุรกิจ SME และบริษัทต่างชาติมากว่า 10 ปี ดูแลมาตรฐาน TFRS for NPAEs และการวางผังบัญชีตั้งแต่วันแรกของกิจการ
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- มีบริษัทลูกกี่แห่งจึงต้องจัดทำงบการเงินรวม
- รายการซื้อขายกันเองภายในกลุ่มต้องตัดออกทั้งหมดหรือไม่
- กำไรที่ฝังอยู่ในสินค้าที่ซื้อจากบริษัทในกลุ่มคำนวณอย่างไร
- ซื้อกิจการมาแพงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ส่วนต่างบันทึกอย่างไร
- ถือหุ้นบริษัทลูกไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องแสดงส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่นอย่างไร
- ถือหุ้นบริษัทอื่นราวหนึ่งในสี่ ต้องรวมงบไหม
- บริษัทในกลุ่มใช้นโยบายบัญชีต่างกัน ต้องปรับให้ตรงกันไหม
- บริษัทลูกมีรอบบัญชีไม่ตรงกับบริษัทแม่ ทำอย่างไร
- ปิดงบทั้งกลุ่มให้ทันกำหนดควรวางแผนอย่างไร
- ทำงบรวมแล้วยื่นภาษีรวมเป็นกลุ่มได้เลยหรือไม่
หัวข้ออื่น