FAQ
ภาษีวิชาชีพอิสระและฟรีแลนซ์
คนทำงานอิสระเสียภาษีจากฐานที่ต่างจากมนุษย์เงินเดือน เพราะประเภทเงินได้ตัดสินทั้งวิธีหักค่าใช้จ่าย จังหวะยื่นแบบกลางปี และเส้นแบ่งว่าเมื่อไรควรจดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปลี่ยนไปตั้งบริษัท คลัสเตอร์นี้เรียงคำถามตามลำดับที่ฟรีแลนซ์เจอจริง ตั้งแต่รับงานชิ้นแรกจนถึงปีที่รายรับโตจนต้องวางโครงสร้างใหม่
ประเภทเงินได้เป็นตัวกำหนดว่าหักค่าใช้จ่ายได้แบบไหน จึงเปลี่ยนยอดภาษีได้มากกว่าการหาลดหย่อนเพิ่ม งานที่รับจ้างทำเป็นครั้งคราวโดยใช้แรงงานตัวเองเป็นหลักมักตกในกลุ่มรับทำงานให้ ส่วนงานวิชาชีพเฉพาะที่กฎหมายระบุไว้ เช่น งานที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อยู่ในกลุ่มวิชาชีพอิสระ และงานที่มีการลงทุนซื้อวัสดุ จ้างทีม หรือรับความเสี่ยงเชิงธุรกิจจะตกในกลุ่มธุรกิจการค้าทั่วไป สิ่งที่ทำให้จัดผิดกันบ่อยคือดูจากอาชีพที่เรียกตัวเองแทนที่จะดูลักษณะงานจริงในแต่ละสัญญา ฟรีแลนซ์คนเดียวจึงอาจมีเงินได้หลายประเภทในปีเดียวกันได้ตามปกติ
การหักแบบเหมาสะดวกเพราะไม่ต้องเก็บใบเสร็จทุกใบ แต่เพดานถูกตรึงไว้ตามประเภทเงินได้ ส่วนการหักตามจริงเปิดทางให้นำต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดมาหัก ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างผู้ช่วย ค่าเช่าพื้นที่ทำงาน ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทางไปหาลูกค้า หรือค่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ผลิตงาน วิธีตัดสินง่ายที่สุดคือคำนวณสัดส่วนต้นทุนต่อรายรับของปีที่แล้ว ถ้าเกินเพดานเหมาชัดเจนก็ควรเปลี่ยนมาหักตามจริง แต่ต้องยอมรับภาระเก็บเอกสารครบทุกรายการและแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวออกจากบัญชีรับงาน เพราะเมื่อถูกขอตรวจ ภาระพิสูจน์อยู่ที่ผู้เสียภาษีเสมอ
ผู้มีเงินได้บางประเภทซึ่งรวมถึงค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา และธุรกิจการค้า มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการสำหรับรายได้ครึ่งปีแรกภายในกำหนดของช่วงปลายปี ภาษีที่ชำระตอนนั้นถือเป็นเครดิตไปหักออกจากภาษีทั้งปีที่คำนวณตอนต้นปีถัดไป การไม่ยื่นทำให้เกิดค่าปรับอาญาและเงินเพิ่มจากภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งคิดเป็นรายเดือนจนกว่าจะจ่ายครบ คนที่พลาดบ่อยที่สุดคือฟรีแลนซ์ที่ถูกหักภาษีไว้แล้วทุกงวดแล้วเข้าใจว่าจบหน้าที่ ทั้งที่การถูกหักไว้เป็นเพียงการชำระล่วงหน้า ไม่ได้แทนการยื่นแบบ ควรตั้งเตือนสองรอบต่อปีไว้ในปฏิทินตั้งแต่ต้นปี
ภาษีที่ผู้ว่าจ้างหักไว้เป็นเงินที่จ่ายล่วงหน้าในนามของเรา เมื่อคำนวณภาษีทั้งปีแล้วพบว่ายอดที่ถูกหักสูงกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง ส่วนต่างขอคืนได้โดยแสดงความประสงค์ในแบบแสดงรายการ พร้อมแนบหรือกรอกข้อมูลจากหนังสือรับรองการหักภาษีที่ได้รับจากผู้จ่ายแต่ละราย ถ้ายื่นทางออนไลน์และข้อมูลตรงกับที่ผู้จ่ายนำส่ง กระบวนการมักเร็วกว่าการยื่นกระดาษมาก แต่ถ้ายอดไม่ตรงหรือมีรายการที่ต้องสอบทาน เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารเพิ่มก่อนอนุมัติ ข้อแนะนำคือรวบรวมหนังสือรับรองให้ครบทุกฉบับระหว่างปี อย่ารอตอนใกล้ยื่น เพราะการตามเอกสารย้อนหลังจากลูกค้าเก่าคือเหตุที่ทำให้ล่าช้าที่สุด
หน้าที่จดทะเบียนจะเกิดขึ้นทันทีที่ยอดรับเงินตลอดรอบปีจากงานขายหรืองานบริการซึ่งอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แตะเกณฑ์ที่กฎหมายวางไว้ โดยนับจากรายรับ ไม่ใช่กำไร ผลที่ตามมาคือต้องออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบทุกเดือนแม้เดือนที่ไม่มีรายรับ และเก็บรายงานภาษีซื้อขายให้ครบ ข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือภาษีซื้อจากอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และค่าเช่าที่มีใบกำกับถูกต้องกลายเป็นเครดิตที่ขอคืนได้ ถ้าลูกค้าหลักเป็นบริษัทที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว การจดแทบไม่กระทบราคาที่เขารับได้ แต่ถ้าลูกค้าเป็นผู้บริโภคทั่วไป ราคาที่บวกเพิ่มจะกลายเป็นต้นทุนของเขาโดยตรง จึงควรดูโครงสร้างลูกค้าก่อนตัดสินใจ
ไม่มีตัวเลขวิเศษตัวเดียว แต่จุดตัดมักมาถึงเมื่อกำไรหลังหักต้นทุนจริงพาให้ฐานภาษีส่วนบุคคลขึ้นไปสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่กิจการขนาดเล็กได้รับ บวกกับภาษีตอนนำกำไรออกมาเป็นเงินปันผล การเปรียบเทียบที่ถูกต้องต้องคิดสองชั้นแบบนี้เสมอ ไม่ใช่เทียบอัตราเดียวกับอัตราเดียว นอกจากตัวเลข ยังมีเหตุผลเชิงธุรกิจที่ทำให้ตั้งบริษัทคุ้มก่อนถึงจุดตัด เช่น ลูกค้าองค์กรบางรายทำสัญญากับนิติบุคคลเท่านั้น ต้องการจำกัดความรับผิด หรือเตรียมรับพนักงานประจำ ในทางกลับกัน บริษัทมีต้นทุนคงที่ทั้งค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และหน้าที่ยื่นแบบรายเดือนที่ต้องทำทุกเดือนแม้ไม่มีงาน
ถ้าคุณอาศัยและทำงานอยู่ในไทย เงินได้จากการทำงานในไทยต้องเสียภาษีในไทยไม่ว่าผู้จ่ายจะอยู่ประเทศใดและโอนเงินเข้าบัญชีที่ไหน ประเด็นที่ต้องดูเพิ่มคือลูกค้าต่างประเทศไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ จึงไม่มีเครดิตมาช่วยลดยอดตอนยื่น ต้องกันเงินไว้เองทุกงวดและอย่าลืมรอบครึ่งปี ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม บริการที่ให้แก่ผู้รับในต่างประเทศและถูกใช้ในต่างประเทศทั้งหมดอาจเข้าเงื่อนไขอัตราศูนย์ ซึ่งยังต้องจดทะเบียนและยื่นแบบตามปกติ แต่ต้องเก็บหลักฐานสัญญา หลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ และหลักฐานว่าผู้รับใช้บริการนอกราชอาณาจักรไว้ให้ครบ
ต้องนำเงินได้ทุกก้อนของปีมารวมยื่นในแบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกยื่นคนละใบตามผู้จ่าย โดยกรอกแยกตามประเภทเงินได้เพื่อให้ระบบคำนวณวิธีหักค่าใช้จ่ายของแต่ละก้อนได้ถูก ผลที่คนทำงานสองทางมักเจอคือรายได้ฟรีแลนซ์ไปวางซ้อนบนฐานเงินเดือน ทำให้ถูกคิดในขั้นอัตราที่สูงกว่าที่คาด ทั้งที่ผู้ว่าจ้างหักไว้เพียงอัตราคงที่ตอนจ่าย จึงมักมีภาษีต้องชำระเพิ่มตอนยื่นแทนที่จะได้คืน วิธีป้องกันคือประมาณการรายได้รวมกลางปีหนึ่งครั้ง แล้วกันเงินส่วนต่างไว้ล่วงหน้า หรือขอให้ฝ่ายบุคคลปรับยอดหักจากเงินเดือนให้สอดคล้องกับรายได้จริงทั้งปี
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- รายได้ฟรีแลนซ์ของเราจัดเป็นเงินได้ประเภทไหน และทำไมถึงสำคัญ
- ควรหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริงดีกว่ากัน
- ฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีครึ่งปีด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ยื่นจะเป็นอย่างไร
- ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกงาน จะขอคืนอย่างไรและใช้เวลานานไหม
- ฟรีแลนซ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไร และจดแล้วเสียเปรียบไหม
- รายได้เท่าไรถึงควรเปลี่ยนจากฟรีแลนซ์เป็นบริษัท
- รับงานจากลูกค้าต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทยอย่างไร
- ฟรีแลนซ์สมัครประกันสังคมได้ไหม และคุ้มกับเงินที่จ่ายหรือเปล่า
- มีทั้งเงินเดือนประจำและงานฟรีแลนซ์ ต้องยื่นแบบอย่างไรให้ถูก
หัวข้ออื่น
ผู้ประกอบอาชีพอิสระสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจได้ โดยเลือกแผนความคุ้มครองที่มีอัตราส่งเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ต่างกัน โดยทั่วไปครอบคลุมกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และบางแผนมีเงินบำเหน็จชราภาพด้วย คนที่เคยเป็นลูกจ้างแล้วลาออกมาทำงานอิสระยังมีทางรักษาความต่อเนื่องของสิทธิได้ถ้าดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนดหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ซึ่งพลาดกันบ่อยเพราะไม่รู้ว่ามีกำหนดเวลา ในแง่ความคุ้มค่า ควรเทียบสิทธิที่ได้กับประกันสุขภาพเอกชนที่มีอยู่แล้ว และอย่าลืมว่าเงินสมทบที่จ่ายนำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนตอนยื่นภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด