FAQ
เอกสารต้นทางและใบสำคัญรับ-จ่าย: หลักฐานที่ทำให้รายการบันทึกได้จริง
ทุกตัวเลขในสมุดบัญชีต้องย้อนกลับไปหาเอกสารต้นทางได้เสมอ คลัสเตอร์นี้อธิบายว่าเอกสารแต่ละชนิดใช้พิสูจน์อะไร ต้องมีข้อความใดครบ และควรทำใบสำคัญอย่างไรเมื่อคู่ค้าไม่ออกบิลให้
ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรื่องกำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้เอกสารประกอบการลงบัญชีต้องระบุชื่อผู้จัดทำเอกสาร เลขที่และวันเดือนปีของเอกสาร จำนวนเงิน และรายละเอียดของรายการที่เกิดขึ้นมากพอที่คนภายนอกจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในทางปฏิบัติจึงแปลว่า สลิปโอนเงินเปล่า ๆ ยังไม่พอ เพราะบอกได้แค่ว่ามีเงินออกไป แต่ไม่ได้บอกว่าซื้ออะไรจากใคร ชุดเอกสารที่สมบูรณ์มักประกอบด้วยหลักฐานฝั่งคู่ค้า เช่น ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปหรือรายการเดินบัญชี และหลักฐานว่างานเกิดขึ้นจริง เช่น ใบส่งของที่มีผู้รับเซ็น หรือรูปถ่ายหน้างาน สามชั้นนี้ทำให้รายการเดียวกันถูกยืนยันจากคนละแหล่ง
บันทึกได้ ถ้าพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้ วิธีมาตรฐานคือจัดทำใบสำคัญจ่ายของกิจการเองแล้วแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินพร้อมลายมือชื่อรับเงิน ระบุวันที่ รายการสินค้าหรือบริการ จำนวน ราคาต่อหน่วย และเหตุผลที่ต้องซื้อจากผู้ขายรายนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ตัดรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ดังนั้นหัวใจจึงอยู่ที่การระบุตัวผู้รับเงิน ไม่ใช่รูปแบบของกระดาษ ข้อควรระวังคือถ้าเป็นการจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ กิจการยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามปกติ แม้ผู้รับจะไม่มีใบเสร็จก็ตาม และถ้ารายการซ้ำ ๆ จนกลายเป็นคู่ค้าประจำ ควรผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขายที่ออกเอกสารได้ เพราะการใช้ใบสำคัญจ่ายจำนวนมากติดต่อกันคือจุดที่เจ้าหน้าที่มักขอดูเป็นอันดับแรก
ใช้รหัสประเภทนำหน้าแล้วตามด้วยปีเดือนและลำดับที่วิ่งต่อเนื่องภายในเดือน เช่น รหัสสำหรับใบสำคัญจ่ายเงินสด ใบสำคัญจ่ายผ่านธนาคาร ใบสำคัญรับ ใบสำคัญทั่วไป และใบสำคัญปรับปรุงปิดงวด แยกกันคนละชุด ข้อดีคือเมื่อเห็นเลขที่บนหน้าเอกสาร จะรู้ทันทีว่าต้องไปหยิบแฟ้มไหน และเมื่อเลขขาดหายจะเห็นทันทีว่าเอกสารหาย ไม่ใช่แค่บันทึกตกหล่น กฎเหล็กคือห้ามข้ามเลขและห้ามใช้เลขซ้ำ ถ้ายกเลิกใบไหนให้เก็บใบที่ยกเลิกไว้ในแฟ้มพร้อมประทับว่ายกเลิก อย่าฉีกทิ้ง เพราะช่องว่างของเลขที่อธิบายไม่ได้คือข้อสังเกตที่ผู้สอบบัญชีจะบันทึกไว้ และควรผูกเลขที่ใบสำคัญกับเลขที่รายการในโปรแกรมบัญชีให้เป็นตัวเดียวกัน เพื่อไม่ต้องแปลงเลขสองระบบเวลาถูกขอตรวจ
เก็บเป็นภาพอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างเอกสารที่ออกเป็นอิเล็กทรอนิกส์แต่แรกกับเอกสารกระดาษที่ถูกแปลงเป็นไฟล์ทีหลัง กลุ่มแรก เช่น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ลงลายมือชื่อดิจิทัลตามระบบของกรมสรรพากร ถือเป็นต้นฉบับในตัวเอง ส่วนกลุ่มที่สองคือสำเนา จึงต้องมีกระบวนการแปลงที่น่าเชื่อถือ ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง มีบันทึกว่าใครสแกนเมื่อไร และภาพต้องอ่านออกครบทุกมุมรวมถึงลายเซ็นและตราประทับ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับกิจการทั่วไปคือสแกนเพื่อความสะดวกในการค้นและสำรองข้อมูล แต่ยังคงเก็บกระดาษต้นฉบับไว้จนพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง ต้นฉบับกระดาษยังเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบง่ายที่สุด
ชุดเบิกที่สมบูรณ์ประกอบด้วยแบบฟอร์มขอเบิกที่ระบุวัตถุประสงค์และงานที่เกี่ยวข้อง หลักฐานการจ่ายจากร้านค้าที่ออกในนามกิจการเมื่อเป็นไปได้ หลักฐานอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามวงเงิน และหลักฐานการคืนเงินให้พนักงาน จุดที่มักพลาดคือใบเสร็จออกในชื่อพนักงาน ทำให้ดูเหมือนเป็นรายจ่ายส่วนตัว แก้ได้โดยแนบบันทึกอธิบายเหตุผลและหลักฐานว่างานนั้นเป็นของกิจการ เช่น กำหนดการเดินทาง ชื่อลูกค้า หรืองานที่ไปติดต่อ อีกจุดคือค่าใช้จ่ายที่ปนเรื่องส่วนตัว เช่น มื้ออาหารที่มีทั้งลูกค้าและครอบครัวพนักงาน กรณีนี้ควรแยกส่วนที่เป็นของกิจการออกมาให้ชัดตั้งแต่ต้น ดีกว่าปล่อยให้ถูกบวกกลับทั้งจำนวนตอนตรวจ
เงินมัดจำที่จ่ายไปก่อนยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย เพราะยังไม่มีสินค้าหรือบริการเกิดขึ้น จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในกลุ่มเงินจ่ายล่วงหน้า และล้างออกเมื่อได้รับของหรือได้รับบริการครบตามสัญญา เอกสารที่ควรมีคือใบสำคัญจ่ายพร้อมสำเนาสัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุเงื่อนไขการวางมัดจำ และใบรับเงินจากผู้ขาย ฝั่งภาษีมูลค่าเพิ่มต้องระวังว่าถ้าเป็นการให้บริการ ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระราคา ผู้ขายจึงต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่ตอนรับมัดจำ ต่างจากการขายสินค้าที่ผูกกับการส่งมอบ ถ้าปลายปีมัดจำยังค้างอยู่ ควรสอบทานว่าผู้ขายยังส่งมอบได้จริงหรือไม่ เพราะมัดจำที่ค้างข้ามปีหลายรอบมักกลายเป็นรายการที่ต้องอธิบายทั้งกับผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าที่
เริ่มจากทำทะเบียนรายการที่ขาดหลักฐานโดยระบุวันที่ จำนวนเงิน คู่ค้า และช่องทางชำระ แล้วไล่ขอสำเนาจากต้นทางตามลำดับความเป็นไปได้ ได้แก่ ขอสำเนาจากผู้ขายโดยตรง ดึงรายการเดินบัญชีจากธนาคาร ขอประวัติคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มที่ใช้ และเรียกดูอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ กรณีที่หามาไม่ได้จริง ให้จัดทำบันทึกภายในอธิบายเหตุการณ์ พร้อมหลักฐานแวดล้อมเท่าที่มี และประเมินตรงไปตรงมาว่ารายการนั้นมีความเสี่ยงถูกบวกกลับ ควรแจ้งผู้บริหารก่อนปิดงบ ไม่ใช่ให้ไปทราบตอนถูกประเมิน หากเอกสารสูญหายจากเหตุร้ายแรง เช่น น้ำท่วมหรือไฟไหม้ ให้แจ้งความและเก็บหลักฐานการแจ้งไว้ประกอบการชี้แจง เพราะเป็นเหตุผลที่ตรวจสอบได้จากภายนอก
หลักฐานการชำระจากแอปพลิเคชันใช้ได้ แต่ต้องเสริมให้ครบสามด้านเช่นเดียวกับการจ่ายด้วยวิธีอื่น คือรู้ว่าจ่ายให้ใคร จ่ายค่าอะไร และมีการส่งมอบจริง สลิปจากแอปมักบอกเพียงชื่อบัญชีปลายทางกับจำนวนเงิน จึงควรพิมพ์หรือบันทึกรายงานสรุปรายการจากผู้ให้บริการเป็นรายเดือนเพื่อกระทบยอดกับสมุดบัญชี และแนบเอกสารฝั่งผู้ขายทุกครั้งที่ได้ ประเด็นที่ควรวางระบบตั้งแต่ต้นคือห้ามใช้กระเป๋าเงินส่วนตัวของกรรมการหรือพนักงานจ่ายแทนกิจการเป็นประจำ เพราะจะทำให้เส้นแบ่งระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินกิจการเลือนหาย และเวลาถูกขอตรวจจะต้องเปิดรายการส่วนตัวทั้งหมดให้ดูด้วย ทางที่ดีคือเปิดบัญชีหรือกระเป๋าเงินในนามกิจการแยกไว้เฉพาะ
จัดตามวิธีที่คนตรวจใช้ค้น ไม่ใช่ตามความสะดวกของคนเก็บ คนตรวจมักเริ่มจากงบทดลองหรือรายงานภาษี แล้วสุ่มรายการลงไปหาเอกสาร ดังนั้นการเรียงตามงวดเดือนแล้วแยกตามประเภทใบสำคัญภายในเดือน จะไล่ได้เร็วที่สุด ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามเลขที่ใบสำคัญจากน้อยไปมาก และคั่นด้วยแผ่นแบ่งที่เขียนช่วงเลขไว้หน้าแฟ้ม เอกสารที่มักถูกขอแยกต่างหากควรทำแฟ้มเฉพาะ ได้แก่ สัญญาระยะยาว ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย และหลักฐานการนำส่งแบบทุกประเภท เมื่อวางแบบนี้ การตอบคำขอหนึ่งครั้งจะใช้เวลาไม่กี่นาที และที่สำคัญกว่านั้นคือทีมงานคนใหม่หยิบเอกสารเองได้โดยไม่ต้องถามคนเดิม
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 วางกรอบขั้นต่ำเอาไว้ห้าปีเต็ม ให้ตั้งต้นนับตั้งแต่วันปิดบัญชีของงวดนั้นเป็นต้นไป และเปิดช่องให้อธิบดีขยายเวลาออกไปได้อีกในบางประเภทกิจการจนถึงเจ็ดปี ขณะเดียวกันฝั่งภาษีมีกรอบเวลาประเมินของตนเอง จึงมีบางสถานการณ์ที่เอกสารยังจำเป็นแม้พ้นห้าปี เช่น รายการที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือข้อพิพาท ทรัพย์สินที่ยังคิดค่าเสื่อมราคาอยู่ ผลขาดทุนยกไปที่ยังใช้ไม่หมด และสัญญาที่ยังมีผลผูกพัน แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือทำตารางกำหนดอายุการเก็บแยกตามชนิดเอกสาร ระบุปีที่ทำลายได้ ติดไว้ที่กล่อง และเมื่อถึงกำหนดให้ทำบันทึกการทำลายพร้อมรายชื่อผู้อนุมัติ อย่าทำลายแบบไม่มีร่องรอย เพราะการอธิบายว่าทำลายตามระเบียบย่อมน่าเชื่อถือกว่าการบอกว่าหาไม่เจอ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- เอกสารแบบไหนถึงจะถือว่าใช้ประกอบการลงบัญชีได้
- ซื้อของจากร้านที่ไม่ออกบิลให้เลย จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม
- ควรวางระบบเลขที่ใบสำคัญอย่างไรให้ตรวจย้อนกลับได้ง่าย
- เก็บเอกสารเป็นไฟล์สแกนแทนกระดาษได้หรือไม่
- พนักงานสำรองจ่ายแล้วมาเบิกคืน ต้องแนบอะไรบ้างจึงจะไม่มีปัญหา
- จ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้รับของ ต้องออกเอกสารอย่างไร
- เอกสารหายไประหว่างปี ควรทำอย่างไรก่อนปิดงบ
- จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล จะใช้อะไรเป็นหลักฐาน
- ควรจัดเรียงแฟ้มเอกสารแบบไหนเวลาถูกขอตรวจถึงจะเร็วที่สุด
- ใบสำคัญและเอกสารประกอบต้องเก็บนานแค่ไหน ทิ้งได้เมื่อไร
หัวข้ออื่น