FAQ
หนี้สิน ฟื้นฟูกิจการ และล้มละลาย
กิจการที่กระแสเงินสดตึงมักตัดสินใจช้าเพราะไม่รู้ว่าทางเลือกมีอะไรบ้างและแต่ละทางต้องใช้เอกสารระดับไหน คลัสเตอร์นี้เรียงจากสัญญาณเตือนช่วงแรก การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ไปจนถึงกรณีที่ต้องเลิกกิจการอย่างเป็นระบบ พร้อมมุมบัญชีและภาษีที่คนมักลืมจนกลายเป็นภาระเพิ่มภายหลัง
ตัวเลขที่บอกได้เร็วกว่ากำไรขาดทุนคือรอบหมุนเงินสด ถ้าระยะเวลาเก็บหนี้ยืดขึ้นต่อเนื่องสามเดือนขณะที่ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ถูกบีบให้สั้นลง แปลว่าเงินทุนหมุนเวียนกำลังถูกดูดออกแม้งบกำไรขาดทุนยังดูดี สัญญาณอื่นที่ควรจับตาคือการใช้วงเงินเบิกเกินบัญชีเต็มเพดานทุกปลายเดือน การเลื่อนจ่ายเงินสมทบหรือภาษีเพื่อประคองเงินสด และยอดสินค้าคงเหลือที่โตเร็วกว่ายอดขาย เราแนะนำให้ทำประมาณการเงินสดรายสัปดาห์ล่วงหน้าสิบสามสัปดาห์ เพราะเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้เห็นวันที่เงินจะขาดจริงและมีเวลาเจรจาก่อนถึงวันนั้น
ทำได้ค่อนข้างกว้างถ้ายังไม่มีเจ้าหนี้รายใดฟ้อง เพราะทุกอย่างขึ้นกับความยินยอมของคู่สัญญา สิ่งที่เจ้าหนี้ต้องการเห็นก่อนตกลงคือแผนที่มีตัวเลขรองรับ ไม่ใช่คำขอผ่อนผันลอย ๆ ชุดเอกสารที่ควรเตรียมคืองบการเงินล่าสุด ประมาณการเงินสดรายเดือนสิบสองเดือน รายการทรัพย์สินและหลักประกันที่มีอยู่ และข้อเสนอที่ระบุยอดผ่อนต่อเดือนกับระยะเวลาชัดเจน ข้อควรระวังคืออย่าตกลงกับเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดก่อนโดยให้เงื่อนไขดีกว่ารายอื่นมาก เพราะเมื่อรายที่เหลือทราบ การเจรจาทั้งชุดจะพังและอาจเร่งให้มีการฟ้องเร็วขึ้น
โดยหลักต้องเป็นกิจการที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด มีหนี้ถึงเกณฑ์จำนวนที่กฎหมายกำหนด และที่สำคัญที่สุดคือยังมีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูได้จริง ศาลไม่ได้ดูเพียงว่าหนี้มากพอหรือไม่ แต่ดูว่าธุรกิจยังมีรายได้ ลูกค้า หรือสัญญาที่ทำให้แผนเป็นไปได้ กิจการที่หยุดดำเนินงานไปแล้วและไม่มีกระแสเงินสดเข้ามักไม่ผ่านจุดนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมคือคำร้องพร้อมรายละเอียดเจ้าหนี้ทุกราย เหตุผลที่ขอฟื้นฟู และแนวทางแผนคร่าว ๆ ที่จะเสนอ รวมถึงชื่อผู้ทำแผนที่เหมาะสม
เมื่อศาลรับคำร้องจะเกิดภาวะพักการชำระหนี้ ซึ่งทำให้การฟ้องร้อง การบังคับคดี และการยึดทรัพย์ของเจ้าหนี้ต้องหยุดไว้ชั่วคราวตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จุดประสงค์คือให้กิจการมีเวลาหายใจเพื่อจัดทำแผน ไม่ใช่การยกหนี้ ระหว่างนั้นบริษัทยังต้องดำเนินธุรกิจตามปกติภายใต้การกำกับ และรายการนอกเหนือการค้าปกติมักต้องขออนุญาตก่อน สิ่งที่ผู้บริหารมักเข้าใจผิดคือคิดว่าหยุดจ่ายได้ทุกอย่าง ทั้งที่หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่หลังเข้ากระบวนการต้องชำระตามปกติ มิฉะนั้นซัพพลายเออร์จะหยุดส่งของและแผนจะล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แกนกลางคือเจ้าหนี้ต้องเห็นว่าได้รับชำระมากกว่ากรณีที่บริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์และขายทรัพย์แบ่งกัน ดังนั้นแผนที่ดีจะมีการเปรียบเทียบสองสถานการณ์นั้นด้วยตัวเลข ส่วนประกอบที่ควรมีคือการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่สมเหตุสมผล อัตราและระยะเวลาชำระของแต่ละกลุ่ม แหล่งเงินที่จะใช้ชำระซึ่งอาจมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การขายทรัพย์ที่ไม่ใช้แล้ว หรือเงินทุนใหม่จากผู้ถือหุ้น มาตรการลดต้นทุนที่วัดผลได้ และตัวชี้วัดที่ให้เจ้าหนี้ติดตามได้เป็นรายไตรมาส แผนที่ตกบ่อยคือแผนที่พึ่งพาการเติบโตของยอดขายอย่างเดียวโดยไม่มีสัญญาหรือคำสั่งซื้อรองรับ
การตัดหนี้สูญทางภาษีไม่ได้ขึ้นกับความรู้สึกว่าเก็บไม่ได้ แต่ขึ้นกับการทำตามขั้นตอนติดตามหนี้ที่กำหนดไว้ตามช่วงมูลค่าของหนี้ หนี้รายเล็กมีขั้นตอนเบากว่า เช่น มีหลักฐานติดตามทวงถามอย่างสมเหตุสมผลแล้วไม่ได้รับชำระ ส่วนหนี้รายใหญ่ต้องมีการดำเนินคดีหรือขั้นตอนทางกฎหมายตามที่กำหนดก่อนจึงจะตัดได้ สิ่งที่ต้องเก็บคือหนังสือทวงถามพร้อมหลักฐานการส่ง บันทึกการติดตามที่มีวันที่ และเอกสารทางคดีถ้ามี ความผิดพลาดที่พบมากคือตัดหนี้ในรอบบัญชีที่ยังทำขั้นตอนไม่ครบ ทำให้ถูกบวกกลับเป็นรายได้ตอนตรวจและเสียเบี้ยปรับเพิ่มโดยไม่จำเป็น
โดยหลักการทางบัญชี ส่วนของหนี้ที่ได้รับการปลดถือเป็นรายได้อื่นในรอบที่มีข้อตกลง และมีผลต่อฐานภาษีนิติบุคคลในรอบนั้น ยกเว้นกรณีที่มีมาตรการยกเว้นเฉพาะซึ่งต้องดูเงื่อนไขเป็นราย ๆ ไป จุดที่ควรวางแผนคือจังหวะเวลา เพราะถ้าบริษัทมีผลขาดทุนสะสมที่ยังใช้ได้อยู่ การรับรู้รายได้จากการปลดหนี้ในปีเดียวกันอาจถูกกลบด้วยขาดทุนนั้นและไม่มีภาระภาษีจริง แต่ถ้าปล่อยให้ขาดทุนสะสมหมดอายุไปก่อน จะกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่ายทั้งที่ไม่มีเงินสดเข้ามา จึงควรให้ฝ่ายบัญชีคำนวณผลกระทบก่อนลงนามในข้อตกลงปรับโครงสร้างเสมอ
โดยทั่วไปหนี้ของบริษัทเป็นของบริษัท กรรมการไม่ต้องรับผิดส่วนตัว แต่มีข้อยกเว้นที่พบบ่อยจนแทบเป็นเรื่องปกติ อย่างแรกคือการค้ำประกันส่วนตัวต่อธนาคารหรือคู่ค้า ซึ่งผูกพันเต็มจำนวนตามที่เซ็นไว้ อย่างที่สองคือหนี้ตามกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่รับผิดร่วม เช่น การไม่นำส่งภาษีที่หักไว้หรือเงินสมทบที่หักจากลูกจ้าง อย่างที่สามคือการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตหรือโอนทรัพย์ออกเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ในช่วงใกล้มีปัญหา สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เนิ่น ๆ คือรวบรวมสัญญาค้ำประกันทั้งหมดมาดูว่ามีวงเงินเท่าไร และหยุดพฤติกรรมโยกย้ายทรัพย์สินทุกรูปแบบทันที
ลำดับที่ทำให้จบสะอาดคือมีมติเลิกกิจการและตั้งผู้ชำระบัญชี จดทะเบียนเลิกพร้อมประกาศแจ้งเจ้าหนี้ จัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกและให้ผู้สอบบัญชีตรวจ ตามด้วยการเก็บหนี้ ขายทรัพย์สิน ชำระเจ้าหนี้ตามลำดับสิทธิ แล้วจึงคืนทุนแก่ผู้ถือหุ้นถ้ามีเหลือ ระหว่างทางต้องยกเลิกทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แจ้งสิ้นสุดความเป็นนายจ้างต่อประกันสังคม ยื่นแบบภาษีของรอบสุดท้าย และปิดบัญชีธนาคารหลังชำระบัญชีเสร็จ ระยะเวลาส่วนใหญ่กินหลายเดือนเพราะต้องรอครบกำหนดประกาศและรอผลตรวจภาษี จึงควรวางแผนกระแสเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายช่วงปิดกิจการไว้ด้วย
สิ่งที่ได้ผลที่สุดคือเปลี่ยนจากการดูงบการเงินปีละครั้งเป็นการดูตัวเลขนำรายสัปดาห์ ได้แก่ เงินสดคงเหลือ ยอดที่จะเก็บได้ในเจ็ดวันข้างหน้า ยอดที่ต้องจ่ายในเจ็ดวันข้างหน้า และวงเงินที่เหลือใช้ ควบคู่กับกติกาอนุมัติรายจ่ายที่เขียนไว้ชัดว่าใครอนุมัติวงเงินระดับใด ถัดมาคือแยกบัญชีธนาคารสำหรับภาษีและเงินสมทบออกจากบัญชีเดินสะพัด แล้วโอนเข้าทุกครั้งที่ออกใบแจ้งหนี้ เพื่อไม่ให้เงินของรัฐถูกใช้ไปกับการหมุนกิจการ สุดท้ายควรทบทวนโครงสร้างลูกค้าและเงื่อนไขเครดิต เพราะหลายกรณีปัญหาไม่ได้มาจากยอดขายน้อย แต่มาจากการให้เครดิตแก่ลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่รายมากเกินไป
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- สัญญาณอะไรบอกว่ากิจการกำลังเข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่องจริง
- เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เองโดยไม่เข้าศาลทำได้แค่ไหน
- บริษัทแบบไหนถึงจะยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้
- เมื่อศาลรับคำร้องฟื้นฟูแล้ว เจ้าหนี้ยังบังคับคดีได้อยู่ไหม
- แผนฟื้นฟูที่เจ้าหนี้มีแนวโน้มโหวตผ่านควรมีอะไรบ้าง
- ลูกหนี้ไม่จ่ายจนต้องตัดเป็นหนี้สูญ ต้องทำตามเงื่อนไขอะไรจึงถือเป็นรายจ่ายได้
- เจ้าหนี้ยอมลดหนี้ให้ ส่วนที่ถูกลดถือเป็นรายได้ของบริษัทหรือไม่
- ถ้ากิจการไปต่อไม่ไหว กรรมการมีความรับผิดส่วนตัวแค่ไหน
- ถ้าตัดสินใจเลิกกิจการ ควรทำตามลำดับอย่างไรให้จบสะอาด
- หลังผ่านการปรับโครงสร้างแล้ว ควรวางระบบอะไรไม่ให้กลับไปที่เดิม
หัวข้ออื่น