FAQ
สิทธิอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME
บริษัทขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขทุนจดทะเบียนและรายได้ตามที่กฎหมายกำหนด เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราขั้นบันไดที่ต่ำกว่าบริษัททั่วไป คลัสเตอร์นี้อธิบายเงื่อนไขที่ต้องรักษาไว้ตลอดปี สิ่งที่ทำให้หลุดสิทธิโดยไม่รู้ตัว และวิธีตรวจสอบก่อนปิดงบว่ายังใช้อัตราเดิมได้อยู่

เงื่อนไขหลักมีสองข้อที่ต้องเข้าพร้อมกัน คือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีไม่เกินเพดานที่กำหนด และรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการทั้งรอบไม่เกินเพดานรายได้ที่กำหนด สองข้อนี้ต้องผ่านทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกข้อใดข้อหนึ่ง บริษัทจำนวนมากเข้าใจว่าตัวเองเป็นกิจการเล็กจึงต้องได้สิทธิแน่นอน แล้วมาพบว่าปีนั้นรายได้ทะลุเพดานจากงานก้อนเดียว จุดที่ควรทำคือติดตามยอดรายได้สะสมรายไตรมาสไว้ ไม่ใช่รอดูตอนปิดงบ
กำไรสุทธิถูกแบ่งเป็นช่วง แต่ละช่วงคิดอัตราไม่เท่ากัน ช่วงแรกได้รับยกเว้น ช่วงกลางเสียในอัตราที่ลดลง และส่วนที่เกินเสียในอัตราปกติ ไม่ใช่การเอาอัตราเดียวไปคูณกำไรทั้งก้อน ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เจ้าของประเมินภาษีที่ต้องจ่ายสูงหรือต่ำเกินจริงจนวางแผนเงินสดพลาด เวลาที่เราจัดทำประมาณการกลางปีให้ลูกค้า เราจะแสดงการคำนวณแยกเป็นช่วงให้เห็นชัด เพื่อให้เจ้าของเห็นว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งบาทถูกเก็บภาษีในอัตราใด
สิ่งที่นับคือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชี ดังนั้นการเพิ่มทุนกลางปีแล้วยังอยู่ในเพดานเมื่อถึงวันสิ้นรอบก็ยังไม่กระทบ แต่ถ้าเพิ่มจนเกินเพดานและคงอยู่ถึงวันสิ้นรอบ สิทธิของรอบนั้นหายไปทั้งรอบ ไม่ใช่หายเฉพาะช่วงหลังเพิ่มทุน กรณีที่พบบ่อยคือบริษัทเพิ่มทุนเพื่อยื่นประมูลงานหรือขอสินเชื่อในเดือนท้าย ๆ ของรอบ โดยไม่ได้คำนวณผลทางภาษีควบคู่ ถ้าจังหวะเลื่อนได้ไม่กี่สัปดาห์ ผลต่างของภาษีอาจมากกว่าที่คิด
เพดานที่กำหนดอ้างถึงรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการเป็นหลัก ซึ่งไม่เหมือนกับยอดรายได้รวมทุกบรรทัดในงบกำไรขาดทุนเสมอไป รายการอย่างกำไรจากการขายทรัพย์สิน ดอกเบี้ยรับ หรือรายได้อื่นที่ไม่ได้มาจากการประกอบกิจการหลัก ต้องพิจารณาแยกตามข้อเท็จจริงของแต่ละราย ไม่ควรสรุปเองว่าตัดออกได้ทั้งหมด เมื่อยอดใกล้เพดาน เราจะทำกระดาษทำการแยกประเภทรายได้ให้ชัดก่อน แล้วจึงสรุปว่ายังอยู่ในสิทธิหรือไม่
การจัดโครงสร้างเป็นหลายนิติบุคคลด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่แท้จริง เช่น การแบ่งกลุ่มสินค้าที่มีคู่ค้าและทีมงานคนละชุดออกจากกัน เป็นเรื่องปกติ แต่การแตกบริษัทโดยไม่มีการดำเนินงานจริงเพื่อกระจายกำไรให้แต่ละแห่งอยู่ในช่วงยกเว้น เป็นรูปแบบที่ถูกตั้งคำถามได้ในการตรวจสอบ ตัวชี้วัดที่เจ้าหน้าที่มักดูคือ ที่ตั้ง พนักงาน สัญญากับลูกค้า และการแยกกระแสเงินสดว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้าโครงสร้างที่วางไว้อธิบายด้วยเหตุผลทางธุรกิจไม่ได้ ต้นทุนการชี้แจงภายหลังมักสูงกว่าภาษีที่ประหยัดได้
รอบบัญชีแรกมักสั้นกว่าสิบสองเดือนเพราะเริ่มนับจากวันจดทะเบียน การพิจารณาเพดานรายได้ต้องดูตามรอบที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เทียบเป็นทั้งปีตามใจ และช่วงยกเว้นกำไรสุทธิใช้กับรอบนั้นตามที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือบริษัทใหม่ที่มีรายได้เข้าเร็วในไม่กี่เดือนแรก อาจเห็นตัวเลขน้อยจนชะล่าใจ แล้วรอบถัดไปซึ่งเต็มสิบสองเดือนกลับทะลุเพดาน การทำประมาณการภาษีสำหรับรอบที่สองตั้งแต่กลางรอบแรกช่วยให้ไม่ต้องหาเงินก้อนกะทันหัน
การทดสอบเงื่อนไขทำเป็นรายรอบบัญชี ดังนั้นรอบที่รายได้เกินเพดานก็เสียสิทธิเฉพาะรอบนั้น หากรอบถัดไปกลับเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ ก็ใช้อัตราขั้นบันไดได้ตามปกติ ไม่มีการตัดสิทธิถาวรจากการเกินเพียงหนึ่งรอบ อย่างไรก็ตามการสลับไปมาระหว่างสองอัตราทำให้การเปรียบเทียบผลประกอบการระหว่างปีสับสนได้ เราจึงแนะนำให้ระบุไว้ในหมายเหตุประกอบงบและในรายงานผู้บริหารว่าปีใดใช้อัตราใด เพื่อให้เจ้าของอ่านแนวโน้มกำไรหลังภาษีได้ถูกต้อง
กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบัตรส่งเสริมอยู่แล้ว รายได้ส่วนที่ได้รับยกเว้นจะไม่ถูกคำนวณภาษีซ้ำอยู่แล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่รายได้นอกบัตรส่งเสริม ซึ่งต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนและคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับกิจการทั่วไป การกันรายได้และต้นทุนของงานในบัตรออกจากงานนอกบัตร เป็นงานที่ต้องวางตั้งแต่ผังบัญชี ไม่ใช่มาแยกตอนปิดงบ เพราะการปันส่วนย้อนหลังโดยไม่มีเกณฑ์ที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเป็นจุดที่ถูกตรวจสอบบ่อย
หลักฐานหลักคือหนังสือรับรองและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่แสดงทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบ งบการเงินที่แสดงรายได้แยกประเภท และกระดาษทำการที่อธิบายว่ารายการใดถูกนับหรือไม่นับเข้าเพดานรายได้ ชุดนี้ควรจัดเก็บพร้อมกันในแฟ้มปิดงบของปีนั้น เพราะเมื่อมีคำถามย้อนหลังสองสามปี การรื้อหาเอกสารจากคนละที่ใช้เวลามากกว่าการตอบคำถามเสียอีก ในงานปิดงบที่เราดูแล กระดาษทำการชุดนี้เป็นรายการมาตรฐานในแฟ้ม ไม่ใช่สิ่งที่ทำเมื่อถูกถาม
สิ่งที่ไม่ควรทำคือเลื่อนการออกใบกำกับภาษีสำหรับงานที่ส่งมอบแล้ว เพราะจุดรับรู้รายได้ทางภาษีไม่ได้ขึ้นกับวันที่พิมพ์เอกสาร สิ่งที่ทำได้จริงคือทบทวนเงื่อนไขการส่งมอบและการรับรู้รายได้ตามสัญญาที่ยังไม่ได้ลงนาม ตรวจว่ามีรายการใดถูกบันทึกเป็นรายได้ทั้งที่ควรเป็นเงินรับล่วงหน้าหรือไม่ และประเมินว่าการเลื่อนเริ่มงานโครงการใหม่ไปต้นรอบถัดไปเหมาะกับแผนธุรกิจหรือไม่ การตัดสินใจเหล่านี้ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ ไม่ใช่ทำเพื่อภาษีเพียงอย่างเดียว
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
รับผิดชอบงานวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน รวมถึงคดีอุทธรณ์ภาษีกับกรมสรรพากรมากกว่า 10 ปี
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. ประมวลกฎหมาย
ประมวลรัษฎากรกรมสรรพากร
ตัวบทหลักของภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ พร้อมกฎกระทรวงและคำสั่งที่ออกตามความในประมวล
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- บริษัทแบบไหนที่เข้าข่ายใช้อัตราภาษีขั้นบันไดสำหรับ SME
- อัตราขั้นบันไดหมายความว่าอย่างไรในทางคำนวณ
- ถ้าเพิ่มทุนระหว่างปีจะเสียสิทธิทันทีหรือไม่
- รายได้ที่นำมานับเพดานรวมรายได้อื่นด้วยหรือไม่
- แตกบริษัทหลายแห่งเพื่อรักษาสิทธิทำได้หรือไม่
- บริษัทเปิดใหม่ที่รอบบัญชีแรกไม่ครบปีคิดอย่างไร
- ปีนี้หลุดสิทธิแล้วปีหน้ากลับมาใช้ได้อีกหรือไม่
- ถ้าได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วยังใช้สิทธินี้ซ้อนได้ไหม
- ต้องเตรียมเอกสารอะไรไว้พิสูจน์ว่าเข้าเงื่อนไข
- ถ้ารายได้ใกล้เพดานควรทำอย่างไรในช่วงปลายปี
บริการที่ดูแลคำถามหมวดนี้
หัวข้ออื่น