FAQ
เคสหน้างานจริงเบ็ดเตล็ดของเจ้าของกิจการ
คำถามที่เจ้าของกิจการถามจริงมักไม่ได้อยู่ในหมวดใดหมวดหนึ่ง เช่น ย้ายที่ตั้งกลางปี ปิดสาขาที่ขาดทุน รับของแถมจากซัพพลายเออร์ หรือเปลี่ยนธนาคารหลัก หน้านี้รวมเคสเหล่านั้นพร้อมสิ่งที่ต้องเตรียมล่วงหน้า

เริ่มจากจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน เพราะเอกสารชุดนี้เป็นหลักฐานที่หน่วยงานอื่นขอดู จากนั้นแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วจึงแจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อย้ายเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ระหว่างนี้ต้องเปลี่ยนที่อยู่บนใบกำกับภาษีให้ตรงกับทะเบียนใหม่ในวันที่มีผล เพราะใบกำกับที่ระบุที่อยู่เดิมหลังวันเปลี่ยนแปลงอาจถูกโต้แย้ง อย่าลืมย้ายที่อยู่ในระบบยื่นแบบออนไลน์และแจ้งไปรษณีย์ให้ส่งต่อจดหมายอย่างน้อยหกเดือน
ด้านทรัพย์สิน ให้ตรวจนับและตัดสินใจเป็นรายชิ้นว่าจะโอนไปสาขาอื่น ขาย หรือทำลาย โดยการขายต้องออกใบกำกับภาษีตามราคาที่ตกลงและบันทึกกำไรขาดทุนจากการจำหน่าย ส่วนการทำลายต้องมีขั้นตอนและพยานตามระเบียบจึงจะถือเป็นรายจ่ายได้ ด้านพนักงาน ถ้าย้ายไปทำงานสาขาอื่นในเงื่อนไขที่ไม่ด้อยลงถือว่าจ้างต่อเนื่อง แต่ถ้าเลิกจ้างต้องคำนวณค่าชดเชยตามอายุงานและแจ้งประกันสังคมภายในกำหนด ควรทำแผนวันปิดจริงหนึ่งวันเพื่อไม่ให้เกิดช่วงที่ไม่มีใครรับผิดชอบเอกสาร
ถ้าเป็นของแถมที่ให้พร้อมการซื้อในบิลเดียวกัน ให้ถือเป็นการลดต้นทุนของสินค้าชุดนั้น โดยเฉลี่ยต้นทุนรวมไปยังจำนวนที่ได้รับจริง แต่ถ้าเป็นรางวัลที่ให้ภายหลังเมื่อทำยอดถึงเกณฑ์ เช่น ทองคำหรือทริปท่องเที่ยว จะถือเป็นประโยชน์ที่ได้รับซึ่งต้องตีราคาเป็นเงินและบันทึกเป็นรายได้อื่น หากผู้รับประโยชน์เป็นตัวบุคคลไม่ใช่กิจการ เช่น เจ้าของไปเที่ยวเอง จะกลายเป็นเงินได้ส่วนบุคคลที่ต้องนำไปรวมคำนวณ จุดที่ต้องระวังคือการรับของมูลค่าสูงโดยไม่มีบันทึกใดๆ ในสมุดบัญชี
ห้ามปิดบัญชีเดิมทันที ให้เปิดบัญชีใหม่แล้วเดินคู่กันอย่างน้อยสองรอบบิล เพื่อให้รายการหักอัตโนมัติทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่า และการนำส่งเงินสมทบย้ายไปครบ จากนั้นแจ้งลูกค้าเป็นหนังสือพร้อมระบุวันที่เริ่มใช้บัญชีใหม่ และเก็บสำเนาการแจ้งไว้เพื่ออธิบายกรณีมีเงินโอนเข้าบัญชีเดิมภายหลัง ด้านภาษี ต้องปรับข้อมูลบัญชีธนาคารในระบบขอคืนภาษีให้ตรง มิฉะนั้นเงินคืนจะโอนไม่สำเร็จและต้องยื่นเรื่องใหม่ ทั้งหมดนี้ควรทำนอกช่วงปิดงบเพื่อลดโอกาสกระทบยอดพลาด
รายการนั้นยังเป็นรายได้ของกิจการอยู่ ต้องนำเข้าสมุดบัญชีให้ครบและออกเอกสารตามปกติ โดยบันทึกคู่กับบัญชีเจ้าหนี้กรรมการหรือให้เจ้าของโอนเงินคืนเข้าบัญชีบริษัทภายในเดือนเดียวกัน สิ่งที่ต้องเลี่ยงคือปล่อยให้ยอดนั้นหายไปจากงบ เพราะเมื่อมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของคู่ค้า รายการฝั่งผู้จ่ายจะปรากฏอยู่แม้ฝั่งเราจะไม่มี ทางแก้เชิงระบบคือพิมพ์เลขบัญชีบริษัทไว้บนใบแจ้งหนี้ทุกฉบับ และตั้งการแจ้งเตือนยอดเข้าเพื่อจับรายการที่เข้าผิดช่องทางได้ทันที
ให้แยกสองขา ขาหนึ่งคือมูลค่าทรัพย์สินหรือสินค้าที่เสียหายซึ่งตัดออกเป็นผลขาดทุน ต้องมีหลักฐานความเสียหาย ภาพถ่าย รายงานการสำรวจของผู้ประเมิน และเอกสารทำลายถ้ามี ขาสองคือเงินสินไหมที่ได้รับซึ่งบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่เกิดสิทธิเรียกร้องอย่างค่อนข้างแน่ ไม่ใช่รอวันเงินเข้า สองขานี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากันและไม่ควรนำมาหักกลบให้เหลือยอดเดียว เพราะผู้อ่านงบต้องเห็นทั้งความเสียหายและการชดเชย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่เสียหายให้ตรวจว่าต้องปรับปรุงภาษีซื้อที่เคยขอคืนหรือไม่
ต้องดูเงื่อนไขของโครงการเป็นรายกรณี เพราะบางมาตรการกำหนดยกเว้นไว้ชัดเจน ขณะที่บางรายการถือเป็นรายได้ตามปกติ หลักที่ใช้ตรวจสอบคืออ่านประกาศหรือหลักเกณฑ์ของโครงการว่ามีการยกเว้นภาษีระบุไว้หรือไม่ ถ้าไม่มี ให้ถือเป็นรายได้ในงวดที่มีสิทธิได้รับ กรณีเงินอุดหนุนที่ผูกกับการซื้อทรัพย์สิน แนวปฏิบัติที่พบคือทยอยรับรู้ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของทรัพย์สินนั้น สิ่งที่ต้องเก็บคือเอกสารอนุมัติ เงื่อนไขการใช้เงิน และรายงานผลที่ส่งกลับหน่วยงาน เพราะบางโครงการเรียกคืนได้ถ้าไม่ทำตามเงื่อนไข
กิจการจะเซ็นเอกสารและสั่งจ่ายไม่ได้จนกว่าจะแต่งตั้งกรรมการใหม่ ขั้นตอนคือเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจลงนาม จากนั้นจึงยื่นเอกสารต่อธนาคารเพื่อเปลี่ยนผู้มีอำนาจสั่งจ่าย ระหว่างช่วงรอยต่อ กำหนดยื่นแบบภาษีและนำส่งเงินสมทบยังเดินตามปกติ จึงควรมอบอำนาจให้ผู้ทำบัญชียื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ไว้ล่วงหน้า บทเรียนที่ควรทำก่อนเกิดเหตุคือมีกรรมการอย่างน้อยสองคนหรือกำหนดอำนาจสำรองไว้ในข้อบังคับ
ยังไม่ใช่รายได้ทันที เพราะเป็นเงินที่กิจการมีภาระต้องคืนหรือหักกลบกับหนี้ในอนาคต ให้ตั้งเป็นเจ้าหนี้ลูกค้าไว้ก่อนพร้อมแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่ามียอดคงเหลือและเสนอทางเลือกว่าจะคืนหรือหักในบิลถัดไป ถ้าเป็นลูกค้าประจำ วิธีที่สะดวกที่สุดคือหักในใบแจ้งหนี้ครั้งหน้าและระบุบรรทัดให้เห็นชัด ส่วนกรณีติดต่อไม่ได้เป็นเวลานาน ให้บันทึกความพยายามติดต่อไว้ในแฟ้ม แล้วจึงพิจารณารับรู้เป็นรายได้อื่นพร้อมเหตุผลประกอบ ไม่ควรโอนเข้ารายได้เงียบๆ ตั้งแต่เดือนแรก
ยังต้องยื่น แม้ไม่มีรายการเลยก็ต้องยื่นแบบแสดงยอดศูนย์ตามกำหนด เพราะการไม่ยื่นถือเป็นความผิดแยกต่างหากจากการไม่มีภาษีต้องชำระ และมีค่าปรับต่อฉบับที่สะสมเร็วกว่าที่คิด สิ่งที่ควรทำในช่วงหยุดคือใช้เวลานั้นสะสางเอกสารค้าง ตรวจทะเบียนทรัพย์สิน และทบทวนราคาขายสำหรับฤดูกาลถัดไป ส่วนพนักงานที่ยังอยู่ในระบบต้องนำส่งเงินสมทบตามปกติ หากตัดสินใจหยุดกิจการยาวจริง ควรพิจารณาแจ้งเลิกหรือหยุดชั่วคราวตามช่องทางที่มี แทนการปล่อยให้ค้างยื่นไปเรื่อยๆ
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายลูกค้าต่างชาติ
ผู้เชี่ยวชาญ BOI ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และใบอนุญาตทำงาน
ประสานงานกับ BOI กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้นักลงทุนต่างชาติกว่า 200 ราย ตั้งแต่ขั้นออกแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นจนถึงต่ออายุวีซ่า
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ย้ายที่ตั้งสำนักงานกลางปี ต้องแจ้งหน่วยงานใดบ้างและลำดับใดก่อน
- ปิดสาขาที่ขาดทุน ต้องจัดการทรัพย์สินและพนักงานอย่างไร
- ซัพพลายเออร์ให้ของแถมและของรางวัลตามยอดซื้อ ต้องบันทึกเป็นรายได้ไหม
- เปลี่ยนธนาคารหลักของบริษัท ต้องระวังอะไรทางบัญชีและภาษี
- ลูกค้าโอนค่าสินค้าเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของแทนบัญชีบริษัท
- ได้รับค่าสินไหมจากประกันหลังน้ำท่วมโกดัง บันทึกอย่างไร
- ได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ต้องเสียภาษีไหม
- กรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพียงคนเดียวเสียชีวิตกะทันหัน
- ลูกค้าโอนเงินเกินและไม่ขอคืน จะเก็บไว้เป็นรายได้ได้ไหม
- ธุรกิจตามฤดูกาลที่หยุดดำเนินงานหลายเดือน ยังต้องยื่นแบบทุกเดือนไหม
หัวข้ออื่น