FAQ
กรณีศึกษาโครงสร้างกิจการและการปรับโครงสร้าง
เมื่อกิจการโตขึ้น เจ้าของมักเจอทางแยกเดิม ๆ คือจะซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สิน จะแยกบริษัทใหม่หรือเพิ่มสาขา จะรวมกิจการหรือปล่อยให้บริษัทเก่านิ่งไว้ คลัสเตอร์นี้เล่าแต่ละทางเลือกจากมุมภาระภาษี เอกสารที่ต้องเตรียม และผลกระทบต่องบการเงินปีถัดไป เพื่อให้ตัดสินใจได้ก่อนลงมือ ไม่ใช่มาแก้ทีหลัง
สาขาคือนิติบุคคลเดียวกัน ใช้เลขผู้เสียภาษีเดิม ยื่นงบรวมเป็นก้อนเดียว ขาดทุนของสาขาหักกับกำไรสำนักงานใหญ่ได้ทันที และตั้งง่ายกว่ามาก ส่วนบริษัทใหม่แยกความรับผิดออกจากกัน เหมาะเมื่อธุรกิจใหม่เสี่ยงสูง มีผู้ร่วมทุนคนละชุด หรือวางแผนขายกิจการส่วนนั้นในอนาคต ข้อแลกเปลี่ยนคือค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ทั้งค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี และงานยื่นแบบสองชุด อีกทั้งรายการระหว่างกันต้องคิดราคาแบบผู้ทำการค้าอิสระและมีเอกสารรองรับ ถ้าเป้าหมายคือแค่เพิ่มจุดขายในจังหวัดอื่น สาขามักคุ้มกว่า
ประโยชน์หลักไม่ใช่การลดภาษีทันที แต่คือการจัดระเบียบความเป็นเจ้าของ เงินปันผลที่บริษัทไทยได้รับจากบริษัทไทยด้วยกันได้รับยกเว้นภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดเมื่อเข้าเงื่อนไขสัดส่วนการถือหุ้นและระยะเวลาถือครองที่กฎหมายกำหนด ทำให้เงินสดหมุนขึ้นไปที่ระดับบนได้โดยไม่ถูกเก็บซ้ำ ข้อดีอีกด้านคือขายธุรกิจรายตัวได้โดยไม่กระทบส่วนอื่น และเจรจากับสถาบันการเงินได้ในนามกลุ่ม แต่โครงสร้างนี้เพิ่มงบการเงินอีกชุด เพิ่มงานงบรวม และต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่อธิบายได้ ไม่ควรตั้งเพียงเพื่อย้ายกำไร
การโอนกิจการทั้งหมดมีชุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเฉพาะ แต่ต้องทำตามลำดับขั้นอย่างเคร่งครัด โดยหลักคือผู้โอนต้องโอนทรัพย์สินและหนี้สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในคราวเดียว ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งชุด และผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกกิจการภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับที่โอน เอกสารที่ต้องเตรียมคือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นทั้งสองฝั่ง สัญญาโอนกิจการที่ระบุรายการทรัพย์สินและราคา บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ณ วันโอน และการแจ้งต่อกรมสรรพากรกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามกำหนดเวลา จุดที่พลาดกันบ่อยคือลืมโอนสัญญาเช่าหรือใบอนุญาตที่โอนไม่ได้ ทำให้กิจการใหม่หยุดชะงัก ควรทำรายการตรวจสอบทีละสัญญาก่อนกำหนดวันโอน
เงินที่ผู้ถือหุ้นใส่เข้ามาเป็นทุนไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัท จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สิ่งที่มีคือค่าธรรมเนียมจดทะเบียนตามทุนที่เพิ่มและอากรแสตมป์บนตราสารที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ต้องระวังกลับอยู่ที่แหล่งเงิน ถ้าเป็นการแปลงเงินกู้กรรมการเป็นทุน ต้องมีหลักฐานว่าเงินกู้นั้นมีอยู่จริงและเข้าบัญชีบริษัทมาก่อน ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งไว้ในบัญชีเฉย ๆ ถ้าเป็นเงินโอนจากต่างประเทศ ต้องมีหลักฐานการนำเงินเข้าที่ธนาคารออกให้ เพราะจะถูกขอดูตอนขอใบอนุญาตหรือขอวีซ่าประเภทลงทุนในภายหลัง
ทำได้ แต่กฎหมายวางขั้นตอนคุ้มครองเจ้าหนี้ไว้ชัดเจน ต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ประกาศและมีหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ให้คัดค้านภายในกำหนด แล้วจึงจดทะเบียนได้ ในทางภาษี ถ้าเงินที่คืนให้ผู้ถือหุ้นเกินกว่าทุนที่ผู้ถือหุ้นเคยชำระจริง ส่วนเกินนั้นถือเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับเงินปันผลของผู้ถือหุ้น และบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จุดที่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าลดทุนแล้วไม่ต้องเสียภาษีเพราะเป็นการคืนทุน ต้องคำนวณเทียบกับกำไรสะสมก่อนเสมอ
หยุดค้าขายไม่เท่ากับหยุดหน้าที่ ตราบใดที่ยังไม่จดเลิก บริษัทยังต้องปิดงบการเงินประจำปี ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่นแบบภาษีนิติบุคคลรอบกลางปีและรอบประจำปีแม้ยอดจะว่างเปล่า ถ้ายังอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องยื่นแบบรายเดือนทุกเดือน และถ้ายังมีลูกจ้างในระบบประกันสังคมก็ต้องนำส่งตามปกติ ค่าปรับจากการลืมยื่นแบบเปล่ามักสูงกว่าค่าจ้างทำบัญชีทั้งปี ถ้าแน่ใจว่าไม่กลับมาทำแล้ว การจดเลิกให้จบมักถูกกว่าการปล่อยค้างไว้
ลำดับคือจดทะเบียนเลิกกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี แล้วปิดงบ ณ วันเลิกให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ จากนั้นยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบสุดท้ายภายในกำหนดนับจากวันเลิก และแจ้งเลิกการเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมคืนใบทะเบียน ระหว่างชำระบัญชี ทรัพย์สินที่แจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นต้องตีราคาตามราคาตลาด ไม่ใช่ราคาตามบัญชี และส่วนที่เกินทุนที่ชำระแล้วถือเป็นเงินได้ของผู้ถือหุ้นที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ขั้นตอนสุดท้ายคือจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ซึ่งกรมสรรพากรอาจขอตรวจก่อน จึงควรเก็บเอกสารให้ครบก่อนเริ่ม
ผลขาดทุนสะสมเป็นของนิติบุคคลนั้น ๆ ไม่ใช่ของเจ้าของ ถ้าเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแต่บริษัทเดิมยังอยู่ ผลขาดทุนที่ยังไม่เกินอายุที่กฎหมายกำหนดยังใช้ต่อได้ตามปกติ แต่ถ้าโอนกิจการไปบริษัทใหม่หรือควบเข้าด้วยกัน ผลขาดทุนมักไม่ตามไปด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายดีลเลือกซื้อหุ้นแทนซื้อทรัพย์สินเมื่อบริษัทเป้าหมายมีขาดทุนสะสมก้อนใหญ่ ก่อนตัดสินใจควรคำนวณมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์ทางภาษีที่จะได้จากขาดทุนก้อนนั้น เทียบกับความเสี่ยงย้อนหลังที่จะรับมาพร้อมกัน แล้วค่อยเลือกโครงสร้าง
กรอบเวลาที่พบบ่อยแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงตรวจสอบและออกแบบโครงสร้างประมาณสองถึงหกสัปดาห์ ขึ้นกับความครบของเอกสารบัญชีย้อนหลัง ช่วงจดทะเบียนและทำสัญญาประมาณสองถึงหกสัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนใบอนุญาตที่ต้องขอใหม่และรอบประชุมผู้ถือหุ้นที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาบอกกล่าว และช่วงเก็บงานหลังโอน เช่น ย้ายระบบบัญชี แจ้งลูกค้าและคู่ค้า ปรับสัญญาจ้าง อีกประมาณหนึ่งถึงสามเดือน สิ่งที่ทำให้ยืดเยื้อที่สุดคือเอกสารบัญชีย้อนหลังไม่ครบ เราจึงเริ่มงานทุกดีลด้วยการตรวจความครบของเอกสารก่อนเสมอ แล้วจึงให้กรอบเวลาที่ยึดถือได้
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- จะเข้าซื้อกิจการ ควรซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สิน
- จะขยายธุรกิจ ควรตั้งบริษัทใหม่หรือเปิดเป็นสาขา
- ตั้งบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นบริษัทลูก มีประโยชน์ทางภาษีจริงไหม
- โอนกิจการทั้งหมดจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัท ต้องทำอย่างไร
- เพิ่มทุนจดทะเบียน มีภาระภาษีอะไรบ้าง
- ลดทุนจดทะเบียนเพื่อคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น ทำได้แค่ไหน
- บริษัทหยุดดำเนินงานชั่วคราว ยังต้องยื่นอะไรอยู่บ้าง
- เลิกบริษัทและชำระบัญชี มีขั้นตอนภาษีอะไรบ้าง
- ปรับโครงสร้างแล้ว ผลขาดทุนสะสมยกไปใช้ต่อได้ไหม
- การปรับโครงสร้างกิจการหนึ่งครั้ง ใช้เวลานานแค่ไหน
หัวข้ออื่น