FAQ
การเงินองค์กร สินเชื่อ และการรายงานต่อสถาบันการเงิน
เมื่อบริษัทเริ่มขอสินเชื่อ งบการเงินจะเปลี่ยนบทบาทจากเอกสารยื่นภาษีมาเป็นเครื่องมือชี้ขาดวงเงิน คลัสเตอร์นี้อธิบายว่าธนาคารอ่านงบอย่างไร ต้องเตรียมตัวเลขและเอกสารชุดใด บันทึกดอกเบี้ยกับค่าธรรมเนียมอย่างไรให้ถูก และเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อข้อไหนที่กระทบงานบัญชีโดยตรง
ส่วนใหญ่เริ่มจากความสามารถในการชำระหนี้ คือกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยเทียบกับภาระผ่อนต่อปี จากนั้นดูสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพื่อประเมินว่าผู้ถือหุ้นลงเงินจริงแค่ไหน แล้วจึงดูคุณภาพของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือว่ามีของค้างนานผิดปกติหรือไม่ ดังนั้นก่อนยื่น ควรตรวจว่ารายการลูกหนี้เกินกำหนดและสินค้าค้างสต๊อกได้รับการจัดชั้นอย่างสมเหตุผลแล้ว เพราะสองรายการนี้คือจุดที่ผู้วิเคราะห์สินเชื่อซักถามมากที่สุด
ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุผลตามสภาพตลาด เพราะรายการระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเป็นจุดที่ถูกตรวจสอบเสมอ หากไม่คิดดอกเบี้ยเลย ควรมีเหตุผลทางธุรกิจที่อธิบายได้และบันทึกไว้ในมติที่ประชุม ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่กรรมการได้รับเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องนำไปรวมยื่น ส่วนบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามกำหนด จึงต้องวางระบบให้จ่ายและนำส่งพร้อมกันทุกงวด
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการได้มาซึ่งเงินกู้ควรทยอยรับรู้ตลอดอายุสัญญาแทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนแรก เพราะประโยชน์จากวงเงินกระจายไปตลอดช่วงที่ใช้เงิน ส่วนค่าประเมินหลักประกันและค่าจดจำนองที่ผูกกับสินทรัพย์ให้พิจารณาว่ารายการใดเข้าเงื่อนไขรวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ได้ ทางปฏิบัติควรแยกใบเสร็จแต่ละประเภทไว้คนละแฟ้ม เพราะเมื่อผ่านไปสองสามปีจะไม่มีใครจำได้ว่ายอดก้อนนั้นเป็นค่าอะไร
ต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มาหรือก่อสร้างสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลานานในการเตรียมพร้อมใช้งาน สามารถรวมเป็นราคาทุนได้ในช่วงที่งานก่อสร้างยังดำเนินอยู่จริง เมื่อสินทรัพย์พร้อมใช้งานตามที่ตั้งใจแล้วต้องหยุดรวมทันทีและรับรู้ดอกเบี้ยส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่าย หากงานหยุดชะงักเป็นเวลานานโดยไม่ใช่ขั้นตอนปกติของการก่อสร้าง ช่วงที่หยุดนั้นก็ต้องหยุดรวมด้วย ควรทำตารางคำนวณแยกรายเดือนเก็บไว้ประกอบงบทุกปี
อ่านสัญญาแล้วถอดเงื่อนไขออกมาเป็นตารางที่ระบุสูตรคำนวณ ความถี่ที่ต้องรายงาน และวันครบกำหนดส่ง จากนั้นคำนวณตัวเลขทุกเดือนแม้สัญญาจะกำหนดให้รายงานทุกไตรมาส เพื่อให้เห็นแนวโน้มก่อนที่จะหลุดเกณฑ์จริง หากคาดว่าจะไม่ผ่านเงื่อนไขงวดใด ควรแจ้งผู้บริหารล่วงหน้าเพื่อเจรจากับผู้ให้กู้ก่อนถึงกำหนด เพราะการเข้าไปคุยหลังผิดเงื่อนไขแล้วมักได้เงื่อนไขผ่อนปรนน้อยกว่าการแจ้งล่วงหน้า
ควรทำเป็นรายเดือนอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า โดยแยกกระแสเงินสดจากการดำเนินงานออกจากการลงทุนและการจัดหาเงิน และต้องอ้างอิงสมมติฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยจริงในอดีต ไม่ใช่ตัวเลขที่หวังไว้ จุดที่ทำให้ประมาณการขาดความน่าเชื่อถือคือยอดขายที่โตก้าวกระโดดโดยไม่มีคำอธิบายรองรับ ควรใส่กรณีฐานและกรณีระมัดระวังคู่กัน เพราะผู้วิเคราะห์จะทดสอบอยู่ดีว่าถ้ายอดขายต่ำกว่าแผนแล้วยังชำระหนี้ไหวหรือไม่
ประเด็นนี้ต้องพิจารณาสองชั้น ชั้นแรกคืออัตราดอกเบี้ยต้องสมเหตุผลเทียบกับรายการที่ทำกับบุคคลภายนอก ชั้นที่สองคือโครงสร้างเงินทุนที่พึ่งพาเงินกู้จากผู้เกี่ยวข้องกันในสัดส่วนสูงผิดปกติ ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามว่าเนื้อแท้เป็นการลงทุนมากกว่าการให้กู้ ทางที่ปลอดภัยคือมีสัญญา ตารางผ่อนชำระ และหลักฐานการชำระจริงตามกำหนด พร้อมเอกสารเปรียบเทียบอัตราตลาด ณ วันทำสัญญา เพื่อแสดงว่าเงื่อนไขเป็นไปตามที่คู่ค้าอิสระพึงตกลงกัน
ต้องดูก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการปรับเงื่อนไขในสัญญาเดิมหรือเป็นการแทนที่ด้วยภาระผูกพันใหม่ที่ต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลทางบัญชีต่างกัน กรณีปรับเงื่อนไขให้ทยอยรับรู้ผลกระทบตามอายุที่เหลือ ส่วนกรณีที่ถือเป็นภาระใหม่ต้องตัดรายการเดิมออกและรับรู้รายการใหม่ ควรเก็บสัญญาฉบับแก้ไข ตารางผ่อนใหม่ และหนังสือยืนยันยอดจากผู้ให้กู้ไว้ครบ เพราะผู้สอบบัญชีจะขอดูทั้งสามฉบับเพื่อยืนยันยอดคงเหลือ ณ วันสิ้นงวด
การค้ำประกันเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้งบต้องรู้ จึงเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินพร้อมระบุผู้ค้ำ วงเงินที่ค้ำ และหลักประกันที่วางไว้ แม้บริษัทจะยังไม่มีภาระต้องจ่ายเพิ่มก็ตาม นอกจากนี้หากเป็นการค้ำโดยไม่มีค่าตอบแทน ควรมีมติที่ประชุมรับทราบไว้ให้ชัดว่าเป็นการสนับสนุนกิจการ เพราะเป็นรายการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกันซึ่งต้องเปิดเผยในกลุ่มเดียวกัน และเป็นข้อมูลที่ธนาคารรายอื่นจะถามเมื่อยื่นขอวงเงินเพิ่มในอนาคต
วงเงินเบิกเกินบัญชีที่ใช้หมุนเวียนและทบทวนวงเงินทุกปี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเสมอ ส่วนเงินกู้ระยะยาวต้องแยกยอดที่ถึงกำหนดชำระภายในสิบสองเดือนออกมาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน แล้วเหลือส่วนที่เกินไว้ในหนี้สินไม่หมุนเวียน การไม่แยกส่วนนี้ทำให้อัตราส่วนสภาพคล่องดูดีเกินจริงและเป็นข้อสังเกตที่พบบ่อยตอนสอบบัญชี ควรทำตารางแยกยอดครบกำหนดรายปีแนบไว้กับกระดาษทำการทุกงวดปิดบัญชี
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
รับผิดชอบงานวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน รวมถึงคดีอุทธรณ์ภาษีกับกรมสรรพากรมากกว่า 10 ปี
ตรวจทานโดย
หุ้นส่วนผู้จัดการ
ทนายความอาวุโส สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ธนาคารดูตัวเลขอะไรก่อนในงบการเงินที่เรายื่นขอสินเชื่อ
- กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน ต้องคิดดอกเบี้ยไหม
- ค่าธรรมเนียมจัดการวงเงินและค่าประเมินหลักประกัน ลงบัญชีอย่างไร
- ดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างอาคารโรงงาน รวมเป็นราคาทุนได้หรือไม่
- เงื่อนไขทางการเงินในสัญญาสินเชื่อ ทีมบัญชีต้องติดตามอย่างไร
- ประมาณการกระแสเงินสดที่ธนาคารขอ ควรทำละเอียดแค่ไหน
- บริษัทกู้เงินจากผู้ถือหุ้นจำนวนมาก ดอกเบี้ยจ่ายจะถูกจำกัดไหม
- เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารแล้ว ต้องปรับปรุงบัญชีอย่างไร
- กรรมการค้ำประกันหนี้ของบริษัท ต้องเปิดเผยในงบการเงินไหม
- วงเงินเบิกเกินบัญชีกับเงินกู้ระยะยาว จัดประเภทในงบต่างกันอย่างไร
หัวข้ออื่น