FAQ
บัญชีแฟรนไชส์ ตัวแทนจำหน่าย และรับจ้างผลิต
คำตอบสำหรับเจ้าของแบรนด์ ผู้ซื้อสิทธิ์ ตัวแทนจำหน่าย และโรงงานรับจ้างผลิต ครอบคลุมค่าแรกเข้า ค่าสิทธิ์รายเดือน การจ่ายค่าสิทธิ์ออกต่างประเทศ ต้นทุนแม่พิมพ์ และการวางบัญชีสินค้าฝากขาย
ไม่ได้ เพราะเงินก้อนนั้นซื้อสิทธิ์ที่ให้ประโยชน์ตลอดอายุสัญญา ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแล้วตัดจำหน่ายเฉลี่ยตามจำนวนปีของสัญญา หากสัญญาระบุสิทธิ์ต่ออายุโดยไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำ ให้พิจารณารวมช่วงต่ออายุเข้าไปในระยะเวลาตัดจำหน่ายด้วย ค่าใช้จ่ายที่แยกออกมาลงเป็นรายจ่ายทันทีได้คือค่าฝึกอบรมรอบแรก ค่าเดินทาง และค่าตกแต่งที่ไม่ใช่งานติดตรึงถาวร ถ้าเลิกกิจการก่อนครบสัญญา ยอดคงเหลือที่ยังตัดไม่หมดให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ยุติสิทธิ์
จ่ายให้เจ้าของแบรนด์ในประเทศที่เป็นนิติบุคคล ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีในอัตราสำหรับค่าสิทธิ์ แล้วออกหนังสือรับรองให้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเจ้าของแบรนด์เป็นผู้เรียกเก็บและออกใบกำกับ ผู้ซื้อสิทธิ์นำไปใช้เป็นภาษีซื้อได้ตามปกติ ฐานคำนวณควรระบุในสัญญาให้ชัดว่าคิดจากยอดขายก่อนหรือหลังหักส่วนลดและภาษี เพราะข้อพิพาทส่วนใหญ่เกิดจากตรงนี้ ทางปฏิบัติที่ลดปัญหาคือปิดยอดขายรายเดือนแล้วให้ทั้งสองฝ่ายยืนยันตัวเลขก่อนออกใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ออกก่อนแล้วมาปรับย้อนหลัง
มีสองชั้นที่ผู้จ่ายในไทยรับผิดชอบ ชั้นแรกคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายออกต่างประเทศ อัตราตามกฎหมายภายในอาจลดลงได้หากประเทศผู้รับมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย โดยฝ่ายผู้รับเงินจะต้องจัดส่งใบรับรองสถานะพำนักทางภาษีที่ออกโดยหน่วยงานรัษฎากรประเทศนั้นมาให้ก่อน ชั้นที่สองคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้รับบริการในไทยต้องนำส่งแทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วจึงนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไป จุดที่พลาดบ่อยคือลืมชั้นที่สองเพราะไม่มีใบกำกับเข้ามา ควรตั้งรายการตรวจสอบทุกครั้งที่มีการโอนเงินออกนอกประเทศ
ต้องดูว่าภาระที่ต้องทำให้ผู้ซื้อสิทธิ์เสร็จสิ้นแล้วหรือยัง ถ้าค่าแรกเข้าครอบคลุมงานที่ต้องส่งมอบต่อเนื่อง เช่น การอบรม การช่วยเปิดร้าน และการสนับสนุนตลอดสัญญา ให้ทยอยรับรู้ตามการส่งมอบ ไม่ใช่รับรู้ทั้งก้อนในวันเซ็น ส่วนที่แยกออกได้ชัด เช่น ค่าออกแบบร้านที่ส่งมอบครั้งเดียวจบ รับรู้เมื่อส่งมอบเสร็จได้ วิธีจัดการที่โปร่งใสคือเขียนแยกรายการในสัญญาพร้อมมูลค่าแต่ละส่วน จะทำให้การรับรู้รายได้มีฐานอ้างอิงและอธิบายต่อผู้สอบบัญชีได้โดยไม่ต้องประมาณเอาเอง
ตัวแทนจำหน่ายซื้อสินค้ามาเป็นของตนเอง แบกความเสี่ยงเรื่องสต็อกและราคา จึงบันทึกยอดขายเต็มจำนวนเป็นรายได้และบันทึกต้นทุนขายคู่กัน ส่วนนายหน้าไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า รับเพียงค่าตอบแทนจากการปิดการขาย จึงบันทึกเฉพาะค่าคอมมิชชันเป็นรายได้ ตัวเลขยอดขายรวมจึงต่างกันมหาศาลทั้งที่กำไรอาจใกล้เคียงกัน ตัวชี้วัดที่ใช้แยกคือใครกำหนดราคาขายปลาย ใครรับผิดชอบเมื่อสินค้าเสียหาย และสินค้าค้างสต็อกเป็นภาระของฝ่ายใด ควรตอบสามข้อนี้ให้ตรงกับสัญญาก่อนวางผังบัญชี
การส่งสินค้าไปฝากขายยังไม่ถือเป็นการขาย ตราบใดที่กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้ฝาก ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อร้านค้าขายสินค้านั้นออกไปแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดที่สัญญาถือว่าขายขาด สิ่งที่ต้องมีคือสัญญาฝากขายเป็นลายลักษณ์อักษรและใบส่งของที่ระบุชัดว่าเป็นการฝากขาย ไม่ใช่ใบส่งของขายปกติ พร้อมรายงานยอดขายจากร้านค้าเป็นรอบ หากไม่มีเอกสารสองชุดนี้ เจ้าหน้าที่มักถือว่าเป็นการขายตั้งแต่วันส่งของ แล้วประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
ตัวชี้ขาดคือกรรมสิทธิ์ตามสัญญา ถ้าระบุว่าแม่พิมพ์เป็นของลูกค้าและเรียกคืนได้เมื่อจบงาน โรงงานจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ของตนไม่ได้ ให้รับเงินเป็นรายได้จากการสร้างแม่พิมพ์แล้วบันทึกต้นทุนคู่กัน พร้อมคุมทะเบียนแม่พิมพ์ของลูกค้าไว้นอกงบ แต่ถ้าสัญญาให้กรรมสิทธิ์อยู่ที่โรงงานและลูกค้าเพียงร่วมออกค่าใช้จ่าย โรงงานขึ้นทะเบียนไว้ในกลุ่มสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยคิดค่าเสื่อมโดยอิงอายุการใช้งานหรือปริมาณชิ้นงานที่ผลิตได้ ควรระบุเงื่อนไขนี้ในสัญญาตั้งแต่ต้น เพราะการแก้ทีหลังกระทบทั้งงบและภาษีของสองฝ่าย
ถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการได้ แต่โดยลักษณะเป็นการซื้อสิทธิ์ที่ให้ประโยชน์เกินหนึ่งรอบบัญชี จึงต้องตัดจำหน่ายตามระยะเวลาที่ได้สิทธิ์แทนการลงทั้งก้อน หลักฐานที่ควรมีคือสัญญาที่ระบุขอบเขตพื้นที่ ระยะเวลา และเงื่อนไขการสิ้นสุดอย่างชัดเจน เพราะหากอธิบายวัตถุประสงค์ไม่ได้ รายจ่ายก้อนใหญ่มักถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับการหารายได้จริงหรือไม่ กรณีที่ผู้รับเงินอยู่ต่างประเทศ อย่าลืมภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายและการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการต่างประเทศประกอบด้วย
อย่าดูแค่ยอดขายรวม เพราะสาขาที่ขายดีอาจกำไรน้อยกว่าที่คิด ตัวเลขที่ควรดูคู่กันสี่ตัวคือสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขาย สัดส่วนค่าแรงต่อยอดขาย ยอดขายเฉลี่ยต่อบิล และจำนวนบิลต่อวัน สองตัวแรกบอกว่ามีรั่วไหลหรือของเสียผิดปกติหรือไม่ สองตัวหลังบอกว่าปัญหาอยู่ที่คนเข้าน้อยลงหรือซื้อน้อยลงต่อคน เมื่อเทียบกันข้ามสาขาในเดือนเดียวกันจะเห็นค่าผิดปกติได้เร็ว ควรตั้งช่วงที่ยอมรับได้ไว้ล่วงหน้าแล้วให้ระบบแจ้งเตือนเมื่อสาขาใดหลุดกรอบสองเดือนติดกัน
ไล่เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือสิทธิ์ที่ยังตัดจำหน่ายไม่หมด ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในงวดที่สิทธิ์สิ้นสุด กลุ่มที่สองคือสินทรัพย์ที่ผูกกับแบรนด์ เช่น ป้ายและงานตกแต่งเฉพาะ ซึ่งใช้ต่อไม่ได้ ให้ประเมินมูลค่าที่เหลือแล้วตัดด้อยค่าพร้อมเก็บภาพถ่ายและบันทึกการรื้อถอนไว้ กลุ่มที่สามคือสินค้าคงเหลือที่มีตราสัญลักษณ์ ต้องตกลงกับเจ้าของแบรนด์ว่าจะรับซื้อคืนหรือให้ทำลาย ทุกกลุ่มควรมีมติที่ประชุมและหนังสือยุติสัญญาแนบไว้ เพราะเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่มักถูกขอเอกสารประกอบเป็นอันดับแรก
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ค่าแรกเข้าแฟรนไชส์ที่จ่ายก้อนเดียว ผู้ซื้อสิทธิ์ลงเป็นค่าใช้จ่ายปีเดียวได้ไหม
- ค่าสิทธิ์รายเดือนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเสีย VAT อย่างไร
- จ่ายค่าสิทธิ์ให้แบรนด์ต่างประเทศ ต้องเสียภาษีอะไรเพิ่มบ้าง
- ในฐานะเจ้าของแบรนด์ รับค่าแรกเข้ามาแล้วรับรู้เป็นรายได้ทันทีได้หรือไม่
- เป็นตัวแทนจำหน่ายกับเป็นนายหน้า บันทึกรายได้ต่างกันอย่างไร
- ฝากสินค้าไว้ที่ร้านค้าโดยยังไม่เก็บเงิน ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหน
- ค่าแม่พิมพ์ที่ลูกค้าจ่ายให้โรงงานรับจ้างผลิต ควรบันทึกเป็นของใคร
- ค่าสิทธิ์ผูกขาดพื้นที่ที่จ่ายเพิ่ม ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มหรือไม่
- มีสาขาแฟรนไชส์หลายจุด ควรดูตัวเลขอะไรรายเดือนเพื่อรู้ว่าสาขาไหนกำลังมีปัญหา
- เลิกสัญญาแฟรนไชส์กลางคัน ต้องจัดการรายการค้างในบัญชีอย่างไร
หัวข้ออื่น