FAQ
ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ในทางปฏิบัติ: เลือกแบบให้ถูก หักให้ครบ ยื่นให้ทัน
แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสามฉบับหลักถูกใช้สลับกันผิดบ่อยมาก เพราะพนักงานบัญชีมักจำแค่ชื่อแบบแต่ไม่ได้แยกว่าผู้รับเงินเป็นใครและเงินได้ประเภทใด คลัสเตอร์นี้เรียงตั้งแต่หลักเลือกแบบ อัตราที่ใช้จริง หนังสือรับรองการหัก ไปจนถึงวิธีแก้เมื่อหักขาดหรือหักเกินหลังปิดเดือนไปแล้ว
ตั้งคำถามสองข้อตามลำดับ ข้อแรก ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ข้อสอง เงินก้อนนั้นเป็นค่าจ้างจากการเป็นลูกจ้างหรือไม่ ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส จะอยู่ในแบบ ภ.ง.ด.1 ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาแต่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ ช่างรับเหมา เจ้าของบ้านที่ให้เช่า จะอยู่ในแบบ ภ.ง.ด.3 ถ้าผู้รับเป็นนิติบุคคลไม่ว่าจะจ่ายเป็นค่าอะไรก็ตาม จะอยู่ในแบบ ภ.ง.ด.53 ทั้งหมด ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือจ่ายค่าบริการให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วไปกรอกในแบบของบุคคล ทำให้ผู้รับนำเครดิตไปใช้ไม่ได้และต้องยื่นแบบเพิ่มเติมทั้งสองฝั่ง วิธีกันพลาดคือผูกประเภทแบบไว้กับทะเบียนผู้ขายตั้งแต่ตอนเปิดบัญชีคู่ค้า ไม่ใช่มาตัดสินใจตอนตั้งเบิก
อัตราที่ธุรกิจทั่วไปใช้แทบทุกเดือนคือ ค่าบริการและค่าจ้างทำของร้อยละสาม ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ร้อยละห้า ค่าโฆษณาร้อยละสอง ค่าขนส่งร้อยละหนึ่ง ค่าวิชาชีพอิสระร้อยละสาม และเงินปันผลร้อยละสิบ ส่วนดอกเบี้ยที่จ่ายให้นิติบุคคลทั่วไปอยู่ที่ร้อยละหนึ่ง ข้อยกเว้นที่ต้องระวังคือ การซื้อสินค้าโดยทั่วไปไม่ต้องหัก เพราะการขายสินค้าไม่ใช่การให้บริการ ค่าขนส่งที่หักร้อยละหนึ่งต้องเป็นผู้ประกอบการขนส่งจริง ไม่ใช่บริการรับส่งเอกสารที่ผูกกับงานบริการอื่น และการจ่ายให้หน่วยงานราชการหรือมูลนิธิที่ได้รับประกาศยกเว้นไม่ต้องหัก นอกจากนี้ยอดจ่ายรายครั้งที่ต่ำกว่าหนึ่งพันบาทโดยไม่มีสัญญาต่อเนื่องได้รับยกเว้น แต่ถ้ามีสัญญาผูกพันระยะยาว แม้จ่ายงวดละไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ยังต้องหัก ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 โปรดยืนยันกับกรมสรรพากรก่อนใช้อ้างอิงในกรณีเฉพาะ
กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายออกหนังสือรับรองทันทีทุกครั้งที่มีการหัก โดยทำเป็นชุดสี่ฉบับ ฉบับที่หนึ่งและสองมอบให้ผู้ถูกหักเพื่อใช้แนบแบบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน ฉบับที่สามและสี่ผู้จ่ายเก็บไว้เอง กรณีเงินเดือนที่จ่ายประจำ ผู้จ่ายจะออกรวมปีละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปก็ได้ แต่ถ้าลูกจ้างออกจากงานระหว่างปีต้องออกให้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออก การออกช้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมีโทษปรับตามประมวลรัษฎากร และที่เจ็บกว่าคือคู่ค้าจะทวงถามจนกระทบความสัมพันธ์ ในทางปฏิบัติที่เราวางระบบให้ลูกค้า จะให้ระบบจ่ายเงินสร้างหนังสือรับรองอัตโนมัติพร้อมกับใบสำคัญจ่าย แล้วส่งเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ลงลายมือชื่อดิจิทัล ซึ่งกรมสรรพากรรับรองรูปแบบนี้แล้ว ทำให้ไม่ต้องรอส่งไปรษณีย์และไม่มีปัญหาเอกสารสูญหาย
แบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกฉบับยื่นภายในวันที่เจ็ดของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรจะได้ขยายเวลาออกไปอีกแปดวัน เป็นภายในวันที่สิบห้า ซึ่งมาตรการขยายเวลานี้กรมสรรพากรออกเป็นประกาศเป็นช่วง ๆ จึงควรตรวจสอบว่าประกาศฉบับที่ใช้อยู่ครอบคลุมรอบใด ช่องทางที่ใช้ได้คือยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ยื่นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือยื่นผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติ สิ่งที่หลายบริษัทลืมคือถ้ามีหลายสาขาและจดทะเบียนแยกสาขา ต้องยื่นแยกตามสาขาที่จ่ายเงินจริง การรวมยื่นที่สำนักงานใหญ่ทั้งหมดจะทำให้ยอดตามแบบไม่ตรงกับทะเบียนและถูกทวงถามภายหลัง
ความรับผิดในการนำส่งตกอยู่ที่ผู้จ่ายเงินเสมอ แม้ผู้รับจะไม่ยอมคืนส่วนต่าง ดังนั้นทางเลือกมีสองทาง ทางแรกคือเจรจาขอหักส่วนที่ขาดจากงวดถัดไปแล้วนำส่งเพิ่มเติม ทางที่สองคือบริษัทออกภาษีให้เอง ซึ่งกรณีนี้ภาษีที่ออกแทนถือเป็นเงินได้ของผู้รับด้วย จึงต้องคำนวณแบบภาษีออนท็อปให้ครบ ไม่ใช่ส่งเท่าส่วนต่างเปล่า ๆ เมื่อได้ยอดแล้วให้ยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับเดือนที่จ่ายเงินจริง ไม่ใช่เดือนที่รู้ตัว พร้อมชำระเงินเพิ่มร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อเดือนของภาษีที่นำส่งขาด เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนี้จะไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง ส่วนภาษีที่บริษัทออกแทนให้ผู้รับ ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้จ่ายรับภาระ มักถูกตัดเป็นรายจ่ายต้องห้ามตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงควรทำบันทึกข้อตกลงแนบไว้ทุกครั้ง
ถ้ายังไม่ได้นำส่ง แก้ง่ายที่สุดคือคืนส่วนเกินให้ผู้รับ ยกเลิกหนังสือรับรองฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ด้วยยอดที่ถูกต้อง แต่ถ้านำส่งไปแล้ว เงินก้อนนั้นอยู่ในมือกรมสรรพากร ผู้จ่ายจะไปคืนเองไม่ได้ ทางปฏิบัติมีสองแนวทาง แนวทางแรกซึ่งง่ายที่สุดคือปล่อยให้ผู้รับใช้เครดิตตามหนังสือรับรองที่ออกจริงไปหักกับภาษีที่ต้องเสียตอนสิ้นปี ถ้าเครดิตเกินภาระภาษี ผู้รับก็ยื่นขอคืนพร้อมแบบแสดงรายการประจำปีตามปกติ แนวทางที่สองใช้เมื่อยอดสูงจนกระทบสภาพคล่อง คือผู้จ่ายยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่นำส่งไว้เกินต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ พร้อมหลักฐานว่าได้คืนเงินให้ผู้รับแล้วและได้เรียกหนังสือรับรองฉบับเดิมคืนมาทำลาย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาพิจารณาหลายเดือนและมักมีการเรียกเอกสารเพิ่ม จึงคุ้มเฉพาะรายการใหญ่
ต่างกันจริง และเป็นประเด็นที่ถูกประเมินย้อนหลังบ่อยในธุรกิจค้าปลีกและออฟฟิศให้เช่า ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่าได้ครอบครองพื้นที่เป็นการเฉพาะ มีสิทธิกันคนอื่นออกจากพื้นที่นั้น เข้าลักษณะการให้เช่าทรัพย์สิน หักในอัตราร้อยละห้า แต่ถ้าเป็นการให้ใช้พื้นที่โดยผู้ให้บริการยังควบคุมและจัดสรรพื้นที่เองได้ เช่น พื้นที่ขายในศูนย์การค้าที่จัดใหม่ได้ตลอด หรือที่นั่งในพื้นที่ทำงานร่วม เข้าลักษณะการให้บริการ หักร้อยละสาม จุดชี้ขาดอยู่ที่สัญญาว่าให้สิทธิครอบครองแบบใด และพฤติกรรมจริงว่าย้ายพื้นที่ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมหรือไม่ กรณีสัญญาเดียวมีทั้งค่าเช่าและค่าบริการส่วนกลาง ควรแยกยอดในสัญญาและในใบแจ้งหนี้ให้ชัด เพราะถ้าเขียนรวมเป็นก้อนเดียว เจ้าพนักงานมีแนวโน้มประเมินทั้งจำนวนด้วยอัตราที่สูงกว่า
ประมวลรัษฎากรวางภาระการหักไว้ที่ผู้จ่ายโดยตรง คู่สัญญาจะตกลงยกเว้นกันเองไม่ได้ ต่อให้คู่สัญญาเขียนไว้ในใบเสนอราคาว่าไม่ยอมให้หัก ข้อความนั้นไม่ผูกพันกรมสรรพากร และเมื่อถูกตรวจพบ ผู้จ่ายจะถูกเรียกเก็บภาษีพร้อมเงินเพิ่มโดยไปไล่เบี้ยกับผู้รับได้ยาก วิธีจัดการที่ได้ผลคือ อธิบายว่าเงินที่หักไม่ได้หายไป แต่กลายเป็นเครดิตที่ผู้รับใช้ลดภาษีตอนยื่นแบบประจำปี พร้อมส่งตัวอย่างหนังสือรับรองให้ดู ถ้ายังไม่ยอม ให้ปรับวิธีตกลงราคาเป็นแบบรวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว โดยคำนวณย้อนกลับจากยอดสุทธิที่ผู้รับต้องการ วิธีนี้ผู้รับได้เงินเท่าที่ต้องการ บริษัทยังทำหน้าที่ครบ และรายจ่ายส่วนที่เพิ่มยังถือเป็นต้นทุนของงานตามปกติ ควรระบุข้อความเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ในใบสั่งซื้อมาตรฐานเพื่อลดการโต้เถียงตั้งแต่ต้น
ตั้งบัญชีเจ้าหนี้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายแยกเป็นสามบัญชีย่อยตามแบบที่ต้องยื่น เพื่อไม่ต้องมานั่งแยกยอดตอนสิ้นเดือน ทุกครั้งที่ตั้งเจ้าหนี้หรือจ่ายเงิน ระบบต้องบันทึกภาษีเข้าบัญชีย่อยที่ถูกต้องพร้อมกัน สิ้นเดือนให้พิมพ์รายงานเคลื่อนไหวของแต่ละบัญชีย่อยแล้วเทียบสามด้าน ด้านแรกยอดรวมในรายงานต้องเท่ากับยอดภาษีในแบบที่ยื่น ด้านที่สองจำนวนรายการต้องเท่ากับจำนวนบรรทัดในใบแนบ ด้านที่สามยอดคงเหลือยกไปต้องเท่ากับภาษีของเดือนนั้นที่จะจ่ายในเดือนถัดไปพอดี ถ้ามียอดค้างข้ามเดือนแปลว่ามีรายการที่บันทึกแล้วแต่ไม่ได้ใส่ในแบบ ซึ่งต้องตามให้เจอก่อนปิดงวด อีกจุดที่ควรทำคือเทียบยอดค่าใช้จ่ายที่มีฐานต้องหักกับยอดฐานภาษีในแบบทุกไตรมาส เพราะรายจ่ายที่มีฐานแต่ไม่มีภาษีคือสัญญาณว่าลืมหัก ซึ่งหาเจอตอนไตรมาสยังแก้ทัน แต่ถ้าปล่อยถึงตอนถูกตรวจจะแพงกว่ามาก
กลไกคือเมื่อสั่งจ่ายเงินผ่านธนาคารที่เข้าร่วม ธนาคารจะแยกยอดภาษีนำส่งกรมสรรพากรให้ทันที และส่งข้อมูลเข้าระบบแทนการยื่นแบบรายเดือน ผู้รับตรวจเครดิตของตนได้ผ่านระบบของกรมสรรพากรโดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองกระดาษ ประโยชน์ที่ชัดคือลดงานจัดทำและจัดส่งหนังสือรับรอง ลดความเสี่ยงยื่นล่าช้า และมีอัตราหักที่ลดลงตามมาตรการส่งเสริมในช่วงที่กรมสรรพากรประกาศ ต้นทุนคือค่าธรรมเนียมต่อรายการที่ธนาคารเรียกเก็บ และงานตั้งต้นในการปรับผังข้อมูลผู้ขายให้ครบถ้วนก่อนเริ่มใช้ จุดคุ้มทุนโดยประมาณอยู่ที่ธุรกิจที่มีรายการจ่ายที่ต้องหักเกินราวหนึ่งร้อยรายการต่อเดือน หรือธุรกิจที่มีคู่ค้าเรียกร้องหนังสือรับรองบ่อยจนเป็นภาระ ส่วนกิจการที่จ่ายเดือนละไม่กี่รายการ การยื่นผ่านเว็บไซต์ตามปกติยังประหยัดกว่า
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- จะรู้ได้อย่างไรว่าเงินที่จ่ายก้อนนี้ต้องยื่นด้วยแบบไหน
- อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้บ่อยที่สุดมีอะไรบ้าง และมีข้อยกเว้นตรงไหน
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกกี่ฉบับ และออกช้าได้ไหม
- กำหนดยื่นแบบและช่องทางยื่นมีอะไรบ้าง ยื่นออนไลน์ได้เวลาเพิ่มจริงไหม
- หักภาษีไว้น้อยกว่าที่ควร รู้ตัวหลังจ่ายเงินไปแล้ว ต้องทำอย่างไร
- หักเกินไปแล้วนำส่งไปเรียบร้อย ผู้รับเงินขอคืนได้จากใคร
- ค่าเช่าพื้นที่กับค่าบริการพื้นที่ ต่างกันอย่างไร หักคนละอัตรากันจริงหรือ
- คู่ค้าไม่ยอมให้หักภาษี บอกว่าเป็นบุคคลธรรมดารายเล็ก เราต้องทำอย่างไร
- จะกระทบยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับบัญชีแยกประเภทให้ตรงทุกเดือนได้อย่างไร
- ระบบ e-Withholding Tax ผ่านธนาคาร คุ้มกับธุรกิจขนาดไหน
หัวข้ออื่น