FAQ
ข้อสงสัยของเจ้าของกิจการมือใหม่
จด VAT ทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ ชำระค่าหุ้นไม่เต็มจำนวน ภาษีครึ่งปีปีแรก บิลก่อนจดบริษัท เงินเดือนกรรมการ และการแบ่งหุ้นกับผู้ร่วมก่อตั้ง อธิบายด้วยภาษาที่เจ้าของกิจการใช้ตัดสินใจได้จริง
จดโดยสมัครใจได้ และมักคุ้มเมื่อลูกค้าหลักเป็นนิติบุคคลที่ขอใบกำกับภาษีเต็มรูป เพราะภาษีขายที่เรียกเก็บเขานำไปเครดิตต่อได้ ต้นทุนที่ต้องยอมรับคือหน้าที่ยื่นแบบทุกเดือนแม้เดือนที่ไม่มีรายการ จัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย และวินัยเรื่องใบกำกับภาษี จึงควรตัดสินจากสัดส่วนลูกค้านิติบุคคลและกำลังคนที่ดูแลเอกสาร
ไม่ใช่ เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้หักจากกำไรของผู้ขาย ผู้ขายเก็บภาษีขายจากผู้ซื้อและนำส่งเฉพาะส่วนต่างหลังหักภาษีซื้อที่จ่ายไปตอนซื้อสินค้ามา สิ่งที่กระทบจริงคือราคาที่ผู้ซื้อรายย่อยต้องจ่ายสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่ได้จด และภาระกระแสเงินสดช่วงที่จ่ายภาษีซื้อไปก่อนแต่ยังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้
กฎหมายบริษัทจำกัดกำหนดขั้นต่ำการชำระค่าหุ้นไว้ที่ร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้นที่จอง จึงทำได้ แต่ส่วนที่ยังไม่ชำระยังเป็นภาระของผู้ถือหุ้นที่บริษัทเรียกเก็บได้ภายหลัง และงบการเงินจะแสดงลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระซึ่งธนาคารและคู่ค้ามักหยิบมาถามตอนขอสินเชื่อหรือขอเครดิตเทอม หลายกิจการจึงเลือกตั้งทุนให้พอดีกับความจำเป็นแล้วชำระเต็ม
รอบบัญชีแรกที่มีระยะเวลาน้อยกว่าสิบสองเดือนโดยทั่วไปไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบ แต่เมื่อเข้าสู่รอบบัญชีเต็มปีแล้วหน้าที่นี้เกิดขึ้นแม้ยังไม่มีรายได้ โดยยื่นด้วยประมาณการกำไรสุทธิของทั้งรอบ ประเด็นที่ต้องระวังคือการประมาณการต่ำกว่าความเป็นจริงเกินกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับ ซึ่งมีเงินเพิ่มจากส่วนที่ขาด
รายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการก่อตั้งกิจการโดยตรง เช่น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ค่าจัดทำเอกสาร ค่าที่ปรึกษาในการตั้งบริษัท มักถือเป็นรายจ่ายในการเริ่มกิจการที่นำมาลงบัญชีของบริษัทได้ แต่ต้องมีมติที่ประชุมรับรองการรับโอนรายจ่ายนั้น และเอกสารต้องระบุผู้จ่ายที่โยงกับผู้ก่อตั้งได้ ส่วนภาษีซื้อก่อนได้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไปนำมาเครดิตไม่ได้
ต้องยื่นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของเงินเดือนทุกเดือน แม้คำนวณแล้วภาษีที่ต้องหักเป็นศูนย์ก็ยังต้องยื่นแบบแสดงยอดจ่าย และต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมพร้อมนำส่งเงินสมทบ การจ่ายเงินเดือนกรรมการอย่างเป็นระบบยังช่วยให้รายจ่ายนี้เป็นรายจ่ายของบริษัทได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม
เพราะเส้นทางเงินคือหลักฐานชั้นที่สองที่ยืนยันว่าเอกสารกระดาษเกิดขึ้นจริง เมื่อถูกตรวจสอบ รายการที่มีทั้งใบกำกับและหลักฐานการโอนตรงกันอธิบายได้ภายในไม่กี่นาที ขณะที่รายการเงินสดจำนวนมากมักถูกขอหลักฐานเพิ่มเป็นชุด นอกจากนี้การแยกบัญชีบริษัทกับบัญชีส่วนตัวยังทำให้เงินเข้าออกส่วนตัวไม่ถูกตีความรวมเป็นรายได้ของกิจการ
ชื่อทั้งสองภาษาต้องสื่อถึงนิติบุคคลเดียวกันและผ่านการจองชื่อทั้งคู่ โดยทั่วไปนายทะเบียนคาดหวังความสอดคล้องกัน ไม่ใช่คำแปลตรงตัวคำต่อคำ ชื่อที่เป็นการทับศัพท์จึงมักผ่านง่ายกว่าการใช้สองชื่อที่ความหมายต่างกันคนละทาง ควรเตรียมชื่อสำรองไว้สองถึงสามชื่อ เพราะชื่อที่ใกล้เคียงกับกิจการที่จดไว้แล้วมักถูกปฏิเสธ
การถือคนละครึ่งเท่ากันดูยุติธรรมแต่ทำให้ไม่มีใครชี้ขาดเมื่อเห็นต่าง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กิจการหยุดนิ่งบ่อยที่สุด ทางออกที่ใช้กันคือกำหนดผู้ถือเสียงข้างมากเล็กน้อยตามบทบาทที่รับผิดชอบผลลัพธ์ หรือคงสัดส่วนเท่ากันแต่เขียนข้อตกลงผู้ถือหุ้นให้ชัดเรื่องกลไกตัดสินใจ การทยอยได้หุ้นตามระยะเวลา และทางออกเมื่อฝ่ายหนึ่งเลิกทำ นี่เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ควรปรึกษาทนายควบคู่กับผู้ทำบัญชี
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ลูกค้าบังคับให้จด VAT ควรจดไหม
- กำไรต่อชิ้นแค่ 5% ถ้าจด VAT 7% แปลว่าขาดทุนใช่ไหม
- ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่อยากชำระค่าหุ้นแค่ 25% ทำได้ไหม
- บริษัทตั้งใหม่ปีแรก ยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีครึ่งปีไหม
- ใบเสร็จที่ซื้อของก่อนวันจดทะเบียนบริษัท เบิกเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม
- จ่ายเงินเดือนตัวเองเดือนละสองหมื่น ต้องหักภาษีและยื่นแบบไหม
- ทำไมสำนักงานบัญชีย้ำให้โอนผ่านบัญชีบริษัทแทนการใช้เงินสด
- กรรมการกับผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนเดียวกันไหม
- ชื่อบริษัทภาษาไทยกับภาษาอังกฤษต้องแปลตรงกันไหม
- ควรแบ่งหุ้นกับผู้ร่วมก่อตั้ง 50:50 หรือให้ใครถือ 51%
หัวข้ออื่น