FAQ
ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เครดิตภาษียกไป และการตรวจก่อนคืน
เมื่อภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายในเดือนใด ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีทางเลือกสองทางคือขอคืนเป็นเงินสดหรือยกเครดิตไปหักในเดือนถัดไป ทางเลือกทั้งสองมีผลต่อกระแสเงินสด ความถี่ที่ถูกเรียกตรวจ และเอกสารที่ต้องเตรียม คลัสเตอร์นี้อธิบายเงื่อนไข ขั้นตอน อายุความ เอกสารที่เจ้าหน้าที่ขอเป็นประจำ และวิธีลดโอกาสที่คำขอคืนจะถูกปฏิเสธบางส่วน
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือกิจการส่งออก เพราะการขายสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเสียภาษีในอัตราร้อยละศูนย์ แต่ภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในประเทศยังเก็บเต็มอัตรา จึงเหลือภาษีซื้อสะสมทุกเดือนอย่างเป็นระบบ รูปแบบที่สองคือช่วงลงทุนใหญ่ เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือก่อสร้างโรงงาน ซึ่งภาษีซื้อก้อนเดียวสูงกว่ายอดขายทั้งเดือน รูปแบบที่สามคือธุรกิจฤดูกาลที่ตุนสินค้าก่อนเปิดฤดูขาย และรูปแบบที่สี่คือกิจการเริ่มต้นที่มีค่าใช้จ่ายตั้งต้นแต่ยังไม่มีรายได้ สามกรณีหลังเป็นภาวะชั่วคราว ขณะที่กรณีส่งออกเป็นภาวะถาวร ความต่างนี้สำคัญเพราะกำหนดว่าควรขอคืนเป็นเงินสดทุกเดือนหรือยกเครดิตไปกลบในเดือนที่ยอดขายกลับมา
หลักการตัดสินใจคือเปรียบเทียบมูลค่าของเงินสดที่ได้เร็วขึ้นกับต้นทุนการถูกตรวจสอบ การขอคืนเป็นเงินสดจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาซึ่งเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเอกสารและอาจเข้าตรวจสถานประกอบการ ใช้เวลาและใช้คนของกิจการ ส่วนการยกเครดิตไปหักเดือนถัดไปทำได้ทันทีในแบบ ภ.พ.30 โดยไม่ต้องรอการอนุมัติ เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือ ถ้ายอดเครดิตน้อยและคาดว่าจะถูกกลบภายในหนึ่งถึงสามเดือน ให้ยกไป แต่ถ้ายอดสูงจนกระทบสภาพคล่อง หรือกิจการเป็นผู้ส่งออกที่เครดิตจะไม่มีวันถูกกลบ ควรขอคืนเป็นเงินสดและวางระบบเอกสารให้พร้อมรับการตรวจตั้งแต่ต้น
โดยหลักคำขอคืนภาษีต้องยื่นภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น หมายความว่าเครดิตของเดือนหนึ่งไม่ได้หายไปทันทีถ้าลืมขอในเดือนถัดมา แต่การรอจนใกล้ครบกำหนดทำให้เอกสารกระจัดกระจายและผู้ขายบางรายอาจปิดกิจการไปแล้ว จนพิสูจน์รายการไม่ได้ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือถือว่าอายุความเป็นเพดานทางกฎหมาย ไม่ใช่ตารางการทำงาน และจัดการเครดิตให้จบภายในรอบบัญชีเดียวกัน กรณีที่พบปัญหาบ่อยคือกิจการค้นพบภาษีซื้อที่ลืมนำมาใช้หลายเดือนย้อนหลัง ซึ่งต้องแยกระหว่างการใช้สิทธิภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษีกับการขอคืนเงิน สองเรื่องนี้มีเงื่อนไขต่างกันและควรหารือก่อนยื่น
ชุดเอกสารมาตรฐานประกอบด้วยรายงานภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนที่ขอคืน ใบกำกับภาษีซื้อฉบับจริงเรียงตามรายงาน สำเนาใบกำกับภาษีขาย หลักฐานการชำระเงินที่ผูกกับแต่ละใบ เช่น สลิปโอนหรือรายการเดินบัญชีธนาคาร สัญญาหรือใบสั่งซื้อสำหรับรายการมูลค่าสูง หลักฐานการรับสินค้าหรือรับบริการ และงบทดลองพร้อมบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง กรณีส่งออกต้องเพิ่มใบขนสินค้าขาออกซึ่งผ่านพิธีการศุลกากรเรียบร้อย เอกสารการขนส่งระหว่างประเทศ และหลักฐานว่าเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีจริง จุดที่ทำให้คำขอสะดุดมากที่สุดไม่ใช่การไม่มีเอกสาร แต่เป็นการที่เอกสารสามชุดคือใบกำกับ การชำระเงิน และการรับของ ไม่สอดคล้องกันในเรื่องวันที่หรือจำนวน
เพราะผู้ส่งออกต้องขอคืนเป็นประจำ ระบบจึงสำคัญกว่าความพยายามรายเดือน สิ่งที่ควรทำคือกำหนดเลขอ้างอิงเดียวที่ร้อยใบสั่งซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบขนสินค้าขาออก เอกสารขนส่ง และหลักฐานรับเงินเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางของรายการเดียวได้ในครั้งเดียว ถัดมาคือปิดรายงานภาษีซื้อภาษีขายให้ตรงกับบัญชีแยกประเภททุกเดือนก่อนยื่น ไม่ใช่ตรวจตอนถูกเรียก ถัดมาคือแยกภาษีซื้อที่ต้องห้ามออกตั้งแต่ขั้นบันทึกบัญชี เพื่อไม่ให้ยอดขอคืนมีรายการที่จะถูกตัดออกภายหลัง และสุดท้ายคือเก็บชุดเอกสารเป็นแฟ้มรายเดือนที่พร้อมส่งได้ทันที ซึ่งลดเวลาพิจารณาลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขั้นแรกต้องอ่านเหตุผลของการตัดรายการให้ชัดว่าเป็นเรื่องเอกสารไม่ครบ ภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่เห็นว่ารายการไม่เกี่ยวกับกิจการ สามสาเหตุนี้มีทางแก้ต่างกัน กรณีเอกสารไม่ครบมักแก้ได้โดยยื่นเอกสารเพิ่มเติมภายในกำหนดที่แจ้ง กรณีภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ค่ารับรองหรือรถยนต์นั่งบางประเภท โดยทั่วไปโต้แย้งไม่ได้และควรบันทึกเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายแทน ส่วนกรณีที่โต้แย้งเรื่องความเกี่ยวข้องกับกิจการ ต้องอธิบายด้วยหลักฐานเชิงธุรกิจ เช่น สัญญา ภาพถ่ายการใช้งาน หรือความเชื่อมโยงกับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง หากยังไม่ได้ข้อยุติ ยังมีสิทธิอุทธรณ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งควรตัดสินใจโดยเทียบมูลค่าที่พิพาทกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้
ข้อผิดพลาดที่ทำให้กิจการเดือดร้อนคือการนำยอดขอคืนไปตั้งเป็นเงินสดที่จะเข้าตามวันที่คาดเดาเอง แนวปฏิบัติที่ดีกว่าคือถือว่าเงินคืนเป็นรายการที่ยังไม่แน่นอนทั้งจำนวนและเวลา จนกว่าจะได้รับหนังสือแจ้งผล จึงควรจัดทำประมาณการกระแสเงินสดสองชุด ชุดหนึ่งไม่นับเงินคืนเลยเพื่อดูว่ากิจการอยู่ได้หรือไม่ อีกชุดหนึ่งนับเงินคืนเพื่อวางแผนการลงทุน หากกิจการต้องพึ่งเงินคืนจริง ทางเลือกที่ใช้กันคือเจรจาวงเงินหมุนเวียนระยะสั้นกับธนาคารโดยใช้ประวัติการได้รับคืนย้อนหลังเป็นหลักฐาน และลดขนาดคำขอแต่ละครั้งลงด้วยการขอคืนสม่ำเสมอทุกเดือนแทนการปล่อยสะสมเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งก้อนใหญ่มักถูกตรวจละเอียดกว่า
อันดับหนึ่งคือใบกำกับภาษีที่มีรายการไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ขาดเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ขาดที่อยู่สถานประกอบการที่ตรงกับทะเบียน หรือระบุรายการสินค้าเพียงคำกว้างจนตรวจสอบไม่ได้ อันดับสองคือการใช้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาขอคืน ซึ่งใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ อันดับสามคือรายการที่จ่ายจริงแต่จ่ายในนามบุคคล เช่น ค่าน้ำมันหรือค่าโทรศัพท์ที่ออกในชื่อกรรมการ อันดับสี่คือภาษีซื้อของกิจการที่มีทั้งรายได้ที่เสีย VAT และไม่เสีย VAT แต่ไม่ได้เฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วน และอันดับห้าคือช่วงเวลาไม่ตรงกัน คือนำใบกำกับของเดือนอื่นมารวมโดยไม่มีคำอธิบายการได้รับเอกสารล่าช้า
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือความครบถ้วนของรายการบนใบกำกับ เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์บังคับให้กรอกข้อมูลตามรูปแบบก่อนออกเอกสารได้ จึงตัดปัญหาใบกำกับขาดรายการซึ่งเป็นสาเหตุการถูกตัดยอดอันดับหนึ่งออกไปเกือบทั้งหมด ประโยชน์ถัดมาคือความสามารถในการค้นและจัดชุดเอกสารได้เร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ขอเอกสารย้อนหลัง กิจการดึงไฟล์ตามช่วงวันที่ได้ทันทีแทนการรื้อแฟ้มกระดาษ ประโยชน์ที่สามคือลดข้อโต้แย้งเรื่องความถูกต้องของเอกสาร เพราะเอกสารมีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และมีร่องรอยการส่ง ทั้งนี้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ทำให้รายการที่ต้องห้ามตามกฎหมายกลายเป็นขอคืนได้ และไม่ได้แทนที่หลักฐานการชำระเงินหรือการรับของ
งานแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงก่อนยื่นคือการสอบทานรายงานภาษีซื้อภาษีขายให้ตรงกับบัญชี คัดรายการต้องห้ามออก ตรวจความครบถ้วนของใบกำกับ และประเมินว่าควรขอคืนหรือยกเครดิต ช่วงยื่นคือการจัดทำแบบและเอกสารประกอบให้เป็นชุดเดียวที่ตรวจสอบได้ พร้อมสรุปเชิงอธิบายว่าเหตุใดเดือนนั้นจึงมีภาษีซื้อสูง ซึ่งช่วยลดคำถามรอบแรกได้มาก ช่วงหลังยื่นคือการรับคำถามจากเจ้าหน้าที่ จัดหาเอกสารเพิ่ม เข้าชี้แจง และหากมีการตัดยอด ช่วยประเมินว่าควรยอมรับหรืออุทธรณ์ ขอบเขตงานและค่าบริการขึ้นกับปริมาณเอกสารและความซับซ้อนของกิจการ จึงประเมินเป็นรายกรณีหลังดูข้อมูลจริง
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. ประมวลกฎหมาย
ประมวลรัษฎากรกรมสรรพากร
ตัวบทหลักของภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ พร้อมกฎกระทรวงและคำสั่งที่ออกตามความในประมวล
2. ระบบ/แบบฟอร์มราชการ
ระบบยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรกรมสรรพากร
ช่องทางยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ พร้อมกำหนดเวลาขยายเพิ่มสำหรับการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์
3. แนวปฏิบัติ
ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)กรมสรรพากร
หลักเกณฑ์การจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการลงลายมือชื่อดิจิทัล
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายเกิดจากอะไรได้บ้าง
- ควรเลือกขอคืนเป็นเงินสดหรือยกเครดิตไปเดือนถัดไป
- การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีอายุความเท่าใด
- เอกสารที่เจ้าหน้าที่ขอเป็นประจำในการพิจารณาคืนภาษีมีอะไรบ้าง
- ผู้ส่งออกควรวางระบบอย่างไรให้ขอคืนภาษีได้ราบรื่นทุกเดือน
- ถ้าคำขอคืนถูกอนุมัติเพียงบางส่วนต้องทำอย่างไร
- ควรวางแผนกระแสเงินสดอย่างไรระหว่างรอเงินคืน
- สาเหตุที่ทำให้ถูกตัดยอดคืนบ่อยที่สุดคืออะไร
- การใช้ e-Tax Invoice ช่วยเรื่องการขอคืนอย่างไร
- สำนักงานบัญชีช่วยงานขอคืนภาษีในส่วนใดบ้าง
หัวข้ออื่น