FAQ
แรงงานและสวัสดิการยุคใหม่ ทำงานผสมผสานและทำงานที่บ้าน
เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยน สวัสดิการก็เปลี่ยนตาม หน้านี้อธิบายว่าค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์ ค่าโคเวิร์กกิ้ง สวัสดิการสุขภาพจิต และการจ้างข้ามจังหวัด ควรบันทึกและคิดภาษีอย่างไรให้ตรวจสอบได้

แยกได้เป็นสองแบบตามวิธีจ่าย แบบแรกคือบริษัทเป็นคู่สัญญากับผู้ให้บริการเองและจ่ายตรงตามใบแจ้งหนี้ที่ออกในนามบริษัท กรณีนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปกติ แบบที่สองคือโอนเงินก้อนให้พนักงานเท่ากันทุกเดือนโดยไม่ดูการใช้จริง แบบหลังมีลักษณะเป็นประโยชน์ที่พนักงานได้รับจากการจ้างงานและมักต้องรวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากต้องการให้ชัดควรกำหนดเพดานและให้เบิกตามหลักฐานการใช้ พร้อมระบุไว้ในนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร
ตัวชี้ขาดคือกรรมสิทธิ์และมูลค่า หากของยังเป็นของบริษัทและพนักงานเพียงยืมไปใช้ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ตามเกณฑ์มูลค่าที่บริษัทกำหนด แล้วคิดค่าเสื่อมตามปกติ พร้อมทำทะเบียนระบุผู้ครอบครองและสถานที่ตั้ง เพื่อให้ตรวจนับปลายปีได้จริง แต่หากยกให้เป็นของพนักงานตั้งแต่วันส่งมอบ จะกลายเป็นประโยชน์ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีของผู้รับ ทางที่หลายบริษัทเลือกคือคงกรรมสิทธิ์ไว้และให้คืนเมื่อพ้นสภาพพนักงาน ซึ่งจัดการทางบัญชีง่ายกว่าและอธิบายได้ตรงไปตรงมา
ถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้หากแสดงความเชื่อมโยงกับงานที่ทำจริง สิ่งที่ช่วยได้มากคือใบกำกับภาษีที่ออกในนามบริษัท นโยบายที่ระบุว่าตำแหน่งใดมีสิทธิ์ใช้ และบันทึกการเข้าใช้รายเดือนจากผู้ให้บริการ ปัญหาเกิดเมื่อสมัครในชื่อพนักงานแล้วให้เบิกคืนโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เพราะแยกไม่ออกจากการใช้ส่วนตัวช่วงวันหยุด อีกจุดที่ควรระวังคือการซื้อแพ็กเกจรายปีให้คนที่กำลังจะครบสัญญาจ้าง ซึ่งมักถูกตั้งคำถามว่าประโยชน์ตกกับกิจการจริงหรือไม่
โดยทั่วไปการยื่นแบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและการนำส่งเงินสมทบยังผูกกับสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้ ไม่ได้เปลี่ยนตามที่อยู่ของพนักงานแต่ละคน สิ่งที่ต้องปรับคือข้อมูลที่อยู่ในทะเบียนลูกจ้างและช่องทางส่งเอกสารให้ถึงตัวจริง แต่หากบริษัทเปิดจุดทำงานประจำในจังหวัดนั้น มีป้าย มีคนทำงานประจำ และมีการจ่ายค่าเช่า จะเข้าลักษณะสาขาซึ่งต้องจดทะเบียนและอาจมีหน้าที่ยื่นเพิ่ม จึงควรแยกให้ชัดระหว่างพนักงานทำงานจากบ้านกับการตั้งจุดทำงานใหม่
หากบริษัทซื้อบริการเป็นแพ็กเกจรวมสำหรับพนักงานทุกคนโดยไม่ระบุตัวผู้ใช้ และผู้ให้บริการเก็บข้อมูลรายบุคคลเป็นความลับ โดยทั่วไปจะจัดเป็นสวัสดิการส่วนรวมที่เป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ แต่ถ้าจ่ายคืนเป็นรายครั้งตามชื่อผู้ใช้แต่ละคน ลักษณะจะใกล้กับประโยชน์เฉพาะตัวมากขึ้น การออกแบบที่ปลอดภัยคือทำเป็นวงเงินกลางที่พนักงานทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม ระบุไว้ในระเบียบสวัสดิการ และเก็บใบแจ้งหนี้ระดับองค์กรไว้ โดยไม่ต้องเก็บรายละเอียดการเข้ารับบริการของแต่ละคนไว้ในระบบบัญชี
ต้องแก้ข้อบังคับการทำงานให้ตรงกับตารางใหม่ ทั้งวันทำงาน เวลาเริ่มและเลิก และเวลาพักระหว่างวัน เพราะการอัดชั่วโมงเข้าไปในสี่วันมักทำให้แต่ละวันยาวเกินเวลาทำงานปกติที่กำหนดไว้ ซึ่งส่วนที่เกินอาจเข้าข่ายล่วงเวลาแม้ยอดรวมทั้งสัปดาห์จะเท่าเดิม ควรขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง ปรับตั้งค่าระบบบันทึกเวลาให้สะท้อนตารางใหม่ก่อนเริ่มใช้จริง และทดลองคำนวณเงินเดือนคู่ขนานหนึ่งงวดเพื่อดูว่ายอดที่ออกมาตรงกับที่ตกลงไว้
ควรกำหนดในนโยบายว่าที่ตั้งงานหลักของพนักงานคนนั้นคือที่ใด เพราะการเดินทางจากบ้านไปยังที่ตั้งงานหลักตามปกติมักไม่ถือเป็นการเดินทางเพื่อกิจการ แต่หากที่ตั้งงานหลักคือบ้านตามสัญญา การเรียกเข้าประชุมที่สำนักงานจะมีลักษณะเป็นการเดินทางไปปฏิบัติงาน ซึ่งเบิกได้ตามหลักฐานจริง ให้เก็บใบเสร็จ ระบุวันที่ วัตถุประสงค์ และผู้อนุมัติในแบบฟอร์มเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ยอดที่เบิกอธิบายได้ทีละรายการ ต่างจากการจ่ายเหมารายเดือนซึ่งมักถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน
ให้มองแต้มเป็นภาระผูกพันที่บริษัทต้องจ่ายในอนาคต เมื่อให้แต้มแก่พนักงานต้นปีควรตั้งประมาณการค่าใช้จ่ายตามมูลค่าแต้มที่คาดว่าจะถูกใช้ แล้วปรับปรุงเมื่อทราบยอดใช้จริง การรอบันทึกเฉพาะตอนพนักงานแลกจะทำให้ค่าใช้จ่ายกระจุกในไตรมาสสุดท้ายและงบระหว่างงวดอ่านไม่ตรงความจริง ส่วนภาษีให้พิจารณาที่สิ่งที่แลกได้จริงเป็นรายกรณี เพราะการแลกเป็นบัตรกำนัลกับการแลกเป็นตรวจสุขภาพประจำปีมีน้ำหนักต่างกัน ควรทำตารางสรุปประเภทที่แลกได้พร้อมวิธีปฏิบัติทางภาษีแนบไว้กับระเบียบ
จุดที่ต้องตัดสินใจก่อนคือรูปแบบความสัมพันธ์ จะเป็นลูกจ้างในทะเบียนหรือเป็นผู้รับจ้างอิสระที่ออกใบแจ้งหนี้เอง สองแบบนี้ต่างกันทั้งการหักภาษี การนำส่งเงินสมทบ และเอกสารที่ต้องเก็บ ถัดมาคือประเทศที่ผู้นั้นพำนัก ซึ่งอาจมีข้อกำหนดของตัวเองเรื่องการเสียภาษีในพื้นที่ และอนุสัญญาภาษีซ้อนอาจเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อรายได้ถูกมองว่าเกิดในสองแห่ง ควรจัดทำสัญญาที่ระบุสถานที่ปฏิบัติงาน สกุลเงินที่จ่าย และผู้รับภาระค่าธรรมเนียมโอน แล้วเก็บหลักฐานการโอนทุกครั้งให้ตรงกับสัญญา
อย่างน้อยควรมีห้าเรื่อง หนึ่งคือกำหนดที่ตั้งงานหลักของแต่ละตำแหน่ง สองคือรายการที่บริษัทออกให้พร้อมเพดานและวิธีเบิก สามคือกรรมสิทธิ์ในอุปกรณ์และเงื่อนไขการคืน สี่คือวิธีบันทึกเวลาทำงานสำหรับคนที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศ และห้าคือผู้มีอำนาจอนุมัติในแต่ละวงเงิน เมื่อห้าข้อนี้ชัดเจน ทีมบัญชีจะจับคู่เอกสารกับผังบัญชีได้เองโดยไม่ต้องถามเป็นรายกรณี และเมื่อมีผู้ตรวจสอบเข้ามา เอกสารนโยบายฉบับเดียวก็อธิบายที่มาของรายการจ่ายส่วนใหญ่ได้แล้ว
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
รับผิดชอบงานวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน รวมถึงคดีอุทธรณ์ภาษีกับกรมสรรพากรมากกว่า 10 ปี
ตรวจทานโดย
หุ้นส่วนผู้จัดการ
ทนายความอาวุโส สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- จ่ายค่าอินเทอร์เน็ตให้พนักงานที่ทำงานจากบ้าน ถือเป็นเงินได้ของพนักงานไหม
- ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และจอให้พนักงานใช้ที่บ้าน บันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย
- ค่าสมาชิกโคเวิร์กกิ้งสเปซของพนักงาน นำมาเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม
- พนักงานย้ายไปทำงานจากต่างจังหวัดถาวร กระทบการยื่นแบบของบริษัทหรือไม่
- สวัสดิการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์ ต้องคิดเป็นเงินได้ของพนักงานหรือเปล่า
- ปรับเป็นสัปดาห์ทำงานสี่วันโดยชั่วโมงรวมเท่าเดิม ต้องแก้อะไรบ้าง
- พนักงานที่ทำงานจากบ้านเดินทางเข้าออฟฟิศเป็นครั้งคราว จ่ายค่าเดินทางอย่างไรให้เคลียร์
- ระบบสวัสดิการแบบเลือกได้ด้วยแต้ม บันทึกบัญชีอย่างไร
- จ้างคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศให้ทำงานให้บริษัทไทย ต้องระวังอะไร
- นโยบายทำงานแบบผสมผสานควรเขียนอะไรไว้บ้างเพื่อให้บัญชีทำงานต่อได้
หัวข้ออื่น