FAQ
รายการระหว่างบริษัทในเครือ
เจ้าของกิจการที่มีหลายบริษัทมักโอนเงิน แชร์พนักงาน ให้ยืมของ หรือใช้ออฟฟิศร่วมกันโดยไม่ทำเอกสาร ซึ่งเป็นจุดที่สรรพากรตรวจหนักที่สุดจุดหนึ่ง คลัสเตอร์นี้อธิบายว่ารายการแต่ละแบบต้องมีสัญญาและราคาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
เพราะคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีผู้ควบคุมคนเดียวกัน ราคาจึงถูกกำหนดได้ตามใจ และอาจใช้ย้ายกำไรไปไว้ในบริษัทที่มีผลขาดทุนสะสมหรือได้สิทธิลดหย่อน กฎหมายจึงให้อำนาจเจ้าพนักงานปรับปรุงรายได้และรายจ่ายให้เป็นราคาตลาดหากเห็นว่าราคาที่ใช้ต่ำหรือสูงกว่าปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ภาระพิสูจน์ว่าราคานั้นสมเหตุสมผลอยู่ที่ผู้เสียภาษี
ทำได้ในทางแพ่ง แต่ทางภาษีเจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดให้ผู้ให้กู้ ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแม้ไม่ได้รับเงินจริง ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือทำสัญญากู้เป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงต้นทุนเงินกู้ธนาคารในช่วงเวลานั้น มีตารางชำระ และบันทึกดอกเบี้ยค้างรับทุกงวด อย่าลืมว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างกันเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะในบางกรณีด้วย
อันตรายในสองทาง ทางแรกคือเงินที่กรรมการเบิกออกไปโดยไม่มีสัญญาและไม่คืน อาจถูกตีความว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา ทางที่สองคือบริษัทอาจถูกประเมินดอกเบี้ยรับ วิธีแก้คือทำสัญญาย้อนหลังไม่ได้ แต่ทำสัญญาปัจจุบันพร้อมแผนคืนเงินที่ทำได้จริง เริ่มคิดดอกเบี้ย และถ้ายอดสูงมากควรพิจารณาแปลงเป็นเงินเพิ่มทุนหรือจ่ายเป็นเงินปันผลหรือค่าตอบแทนที่เสียภาษีให้ถูกต้อง
กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้รวมถึงเกณฑ์ที่ประกาศไว้ต้องยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันพร้อมแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากถูกเรียกต้องจัดทำเอกสารพิสูจน์ราคาโอนส่งภายในกำหนด ควรตรวจเกณฑ์รายได้ปีล่าสุดจากประกาศกรมสรรพากรทุกปีเพราะเป็นตัวเลขที่ปรับได้ การไม่ยื่นหรือยื่นข้อมูลไม่ครบมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด
ต้องพิสูจน์สามชั้น ชั้นแรกคือบริการนั้นเกิดขึ้นจริงและบริษัทลูกได้ประโยชน์ เช่น รายงานการประชุม อีเมลสั่งงาน ผลงานที่ส่งมอบ ชั้นที่สองคือวิธีคิดราคาสมเหตุสมผล เช่น ต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มที่เทียบเคียงตลาดได้ ชั้นที่สามคือสัญญาที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน ค่าบริหารก้อนกลมที่ไม่มีรายละเอียดว่าทำอะไรบ้างเป็นรายการที่ถูกตัดเป็นรายจ่ายต้องห้ามบ่อยที่สุดรายการหนึ่ง
ไม่ควร เพราะทางภาษีถือเป็นการขายที่ต้องใช้ราคาตลาด ถ้าราคาตามบัญชีต่ำกว่าราคาตลาดมากอาจถูกประเมินเพิ่มรายได้ให้ผู้ขาย และผู้ซื้อจะมีฐานค่าเสื่อมต่ำกว่าที่ควร วิธีที่ถูกคือหาราคาตลาดอ้างอิง เช่น ราคาประเมินจากผู้ประเมินอิสระสำหรับที่ดินอาคาร หรือราคาซื้อขายมือสองสำหรับเครื่องจักร ออกใบกำกับภาษีถ้าอยู่ในระบบ VAT และเก็บเอกสารอ้างอิงราคาไว้ประกอบงบ
ถ้าย้ายโดยไม่มีสาระทางธุรกิจรองรับถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีและถูกปรับปรุงย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม แต่ถ้าบริษัทที่ขาดทุนเป็นผู้ทำงานจริง มีพนักงาน มีสัญญากับลูกค้าในชื่อตัวเอง และรับความเสี่ยงจริง รายได้ก็อยู่ที่นั่นโดยชอบ หลักคิดคือกำไรต้องตามหน้าที่ ทรัพย์สิน และความเสี่ยงที่แต่ละบริษัทแบกจริง ไม่ใช่ตามที่ออกใบแจ้งหนี้
เริ่มจากสามฉบับที่ใช้ได้จริง หนึ่งคือสัญญากู้ยืมระหว่างกันพร้อมอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินที่โอนไปมา สองคือสัญญาแบ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลางระบุตัวขับปันส่วน สามคือสัญญาบริการระหว่างกันถ้ามีการทำงานให้กัน จากนั้นตั้งรหัสบัญชีแยกรายการระหว่างกันในผังบัญชีเพื่อให้ดึงยอดมากระทบยอดกันได้ทุกสิ้นปี เอกสารสามฉบับนี้ใช้เวลาทำไม่นานแต่ป้องกันปัญหาได้เกือบทั้งหมดที่พบตอนตรวจ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ทำไมรายการระหว่างบริษัทในเครือถึงถูกตรวจหนัก
- ให้บริษัทลูกยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยได้ไหม
- บัญชีเงินกู้กรรมการที่ค้างมานานหลายปี อันตรายไหม
- พนักงานคนเดียวทำงานให้สองบริษัทในเครือ ลงค่าจ้างยังไง
- ใช้ออฟฟิศและค่าน้ำค่าไฟร่วมกัน ปันส่วนอย่างไรให้รับได้
- บริษัทขนาดไหนต้องยื่นแบบรายงานข้อมูลรายการระหว่างกัน
- บริษัทแม่คิดค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีหลักฐานอะไร
- โอนทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือใช้ราคาตามบัญชีได้ไหม
- ย้ายรายได้ไปบริษัทที่มีผลขาดทุนสะสมเพื่อประหยัดภาษีได้ไหม
- SME ที่เพิ่งมีบริษัทที่สอง ควรเริ่มทำเอกสารอะไรก่อน
หัวข้ออื่น