FAQ
อ่านและวิเคราะห์งบการเงินให้เป็น
งบการเงินไม่ได้มีไว้ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือบอกสุขภาพกิจการที่เจ้าของควรอ่านเองได้ คลัสเตอร์นี้อธิบายโครงสร้างงบทั้งสามส่วน อัตราส่วนที่ใช้จริง สัญญาณอันตรายที่ธนาคารและผู้สอบบัญชีมองหา และวิธีใช้ตัวเลขตัดสินใจ พร้อมอ้างอิงมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะและข้อกำหนดการนำส่งงบตามพระราชบัญญัติการบัญชี
งบการเงินฉบับสมบูรณ์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบกระแสเงินสดสำหรับกิจการที่เลือกจัดทำ และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบแสดงฐานะการเงินคือภาพนิ่ง ณ วันสิ้นงวด บอกว่ากิจการมีสินทรัพย์อะไร เป็นหนี้ใครเท่าไร และเหลือเป็นของเจ้าของเท่าไร งบกำไรขาดทุนคือภาพเคลื่อนไหวตลอดงวด บอกว่าหารายได้เท่าไร ใช้จ่ายอะไรไป และเหลือกำไรเท่าไร งบกระแสเงินสดบอกว่าเงินสดจริงเข้าออกจากกิจกรรมดำเนินงาน ลงทุน และจัดหาเงินอย่างละเท่าไร ซึ่งต่างจากกำไรทางบัญชีเพราะไม่รวมรายการที่ไม่ใช่เงินสด ส่วนหมายเหตุประกอบงบคือส่วนที่คนอ่านข้ามบ่อยที่สุดแต่มีข้อมูลสำคัญที่สุด เช่น นโยบายบัญชี รายการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น การอ่านให้ครบต้องอ่านทั้งชุดคู่กัน เพราะกำไรสูงในงบกำไรขาดทุนอาจมาพร้อมลูกหนี้ค้างนานในงบแสดงฐานะการเงินและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบ
เพราะกำไรทางบัญชีใช้เกณฑ์สิทธิ ไม่ใช่เกณฑ์เงินสด สาเหตุที่พบบ่อยเรียงตามความถี่มีดังนี้ หนึ่งลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น คือขายได้และรับรู้รายได้แล้วแต่ยังเก็บเงินไม่ได้ สองสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น คือจ่ายเงินซื้อของแล้วแต่ยังไม่ได้ขาย เงินจึงจมอยู่ในสต็อก สามการจ่ายชำระคืนเงินกู้ ซึ่งเงินต้นไม่ปรากฏในงบกำไรขาดทุนแต่กินเงินสดจริง สี่การซื้อสินทรัพย์ถาวร ที่จ่ายเงินก้อนเดียวแต่ทยอยตัดค่าเสื่อมทีละน้อย ห้าเจ้าหนี้ลดลงเพราะเร่งจ่ายเร็วขึ้น และหกกรรมการถอนเงินออกไปโดยบันทึกเป็นเงินให้กู้ยืม วิธีตรวจสอบคือทำงบกระแสเงินสดทางอ้อม เริ่มจากกำไรสุทธิ บวกกลับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย แล้วปรับด้วยการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ และเจ้าหนี้ จะเห็นทันทีว่าเงินหายไปอยู่ในรายการใด เมื่อรู้ต้นเหตุแล้วมาตรการที่ตรงจุดคือเร่งเก็บหนี้ ลดรอบสินค้าคงเหลือ และเจรจาเงื่อนไขการชำระกับคู่ค้า ไม่ใช่การกู้เพิ่มซึ่งเป็นการซื้อเวลาโดยไม่แก้เหตุ
ตัวหลักมีสามตัว หนึ่งอัตราส่วนทุนหมุนเวียน current ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียนหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน โดยทั่วไปค่าประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่าถือว่าปลอดภัยสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไป แต่ธุรกิจบริการที่ไม่มีสต็อกอาจต่ำกว่านี้ได้โดยไม่มีปัญหา สองอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว quick ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียนหักสินค้าคงเหลือแล้วหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ควรไม่ต่ำกว่า 1 เท่า เพราะสะท้อนความสามารถชำระหนี้ระยะสั้นโดยไม่ต้องพึ่งการขายสต็อก สามวงจรเงินสด cash conversion cycle คือระยะเวลาเก็บหนี้บวกระยะเวลาขายสินค้าลบระยะเวลาชำระหนี้ ยิ่งสั้นยิ่งดี ถ้าติดลบแปลว่ารับเงินจากลูกค้าก่อนจ่ายคู่ค้า ซึ่งเป็นสถานะที่แข็งแรงมาก การอ่านตัวเลขเหล่านี้ต้องเทียบสามชั้นเสมอ ได้แก่ เทียบกับตัวเองย้อนหลังสามปีเพื่อดูแนวโน้ม เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเดียวกัน และเทียบกับเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดในสัญญาสินเชื่อ เพราะบางสัญญาระบุอัตราส่วนขั้นต่ำไว้และหากต่ำกว่าจะถือว่าผิดนัดแม้ยังจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลา
อัตรากำไรขั้นต้นคือกำไรขั้นต้นหารด้วยรายได้ เมื่อลดลงต้องแยกวิเคราะห์สองด้านคือด้านราคาขายและด้านต้นทุน เริ่มจากแยกยอดขายตามกลุ่มสินค้า กลุ่มลูกค้า และช่องทางขาย แล้วคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นรายกลุ่ม มักพบว่าภาพรวมลดลงเพราะสัดส่วนการขายเปลี่ยนไปหาสินค้าที่มาร์จิ้นต่ำ ไม่ใช่เพราะทุกสินค้าแย่ลง ต่อมาตรวจด้านต้นทุน โดยแยกต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต แล้วดูว่าราคาต่อหน่วยเปลี่ยนหรือปริมาณการใช้ต่อหน่วยเปลี่ยน ถ้าราคาต่อหน่วยคงที่แต่ปริมาณใช้เพิ่ม แสดงว่ามีของเสียหรือการสูญหายในกระบวนการ ประเด็นทางบัญชีที่ทำให้ตัวเลขเพี้ยนโดยไม่ใช่ปัญหาธุรกิจจริงมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือการจัดประเภทค่าใช้จ่ายไม่สม่ำเสมอ เช่น ปีนี้ย้ายค่าขนส่งขาเข้าไปไว้ในค่าใช้จ่ายในการขาย เรื่องที่สองคือการตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดผิด ซึ่งส่งผลตรงข้ามกับต้นทุนขายทันที ก่อนสรุปว่าธุรกิจแย่ลงจึงควรตรวจสองเรื่องนี้ก่อนเสมอ
ธนาคารดูสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือความสามารถชำระหนี้ ใช้อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ debt service coverage ratio คำนวณจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย หารด้วยภาระผ่อนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งปี ธนาคารส่วนใหญ่ต้องการไม่ต่ำกว่า 1.2 ถึง 1.5 เท่า กลุ่มที่สองคือโครงสร้างเงินทุน ใช้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งธุรกิจซื้อมาขายไปมักยอมรับได้ไม่เกิน 2 ถึง 3 เท่า และธุรกิจรับเหมามักถูกกำหนดเข้มกว่านั้น กลุ่มที่สามคือคุณภาพของสินทรัพย์ ธนาคารจะดูอายุลูกหนี้ว่ามีส่วนค้างเกินเก้าสิบวันมากหรือไม่ และดูว่าสินค้าคงเหลือหมุนช้าผิดปกติหรือไม่ การเตรียมงบที่ช่วยให้ผ่านง่ายขึ้นคือ ยื่นงบที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วโดยไม่มีเงื่อนไขในรายงาน จัดทำรายละเอียดประกอบงบให้ครบทั้งอายุลูกหนี้ อายุเจ้าหนี้ และทะเบียนทรัพย์สิน อธิบายรายการผิดปกติในหมายเหตุแทนที่จะปล่อยให้ธนาคารเดา และเคลียร์เงินกู้ยืมกรรมการให้เรียบร้อยก่อนยื่น เพราะรายการนี้ทำให้ธนาคารตั้งคำถามเรื่องการนำเงินออกจากกิจการมากที่สุด
สัญญาณที่ควรจับได้ทันทีมีดังนี้ หนึ่งลูกหนี้การค้าโตเร็วกว่ายอดขายอย่างชัดเจน แปลว่าขายได้แต่เก็บเงินไม่ได้ หรือมีการรับรู้รายได้ที่ยังไม่ควรรับรู้ สองสินค้าคงเหลือโตเร็วกว่าต้นทุนขาย แปลว่าสต็อกค้างและอาจต้องตั้งค่าเผื่อมูลค่าลดลง สามกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่องสองปีขึ้นไปทั้งที่งบแสดงกำไร สี่รายการเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่มีการชำระคืน ห้าค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและภาษีค้างจ่ายสะสมสูงผิดปกติ ซึ่งมักแปลว่ากิจการใช้เงินภาษีเป็นเงินทุนหมุนเวียน หกอัตรากำไรขั้นต้นแกว่งแรงระหว่างปีโดยไม่มีคำอธิบายจากด้านธุรกิจ และเจ็ดรายการปรับปรุงงวดก่อนจำนวนมากในงบปีปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการปิดบัญชีระหว่างปีไม่น่าเชื่อถือ วิธีตรวจแบบง่ายที่ทำได้เองคือทำตารางเปรียบเทียบสามปีในรูปร้อยละของยอดขาย common size แล้วดูว่าบรรทัดใดเปลี่ยนเกินสองถึงสามจุดร้อยละ จากนั้นขอคำอธิบายจากผู้ทำบัญชีเป็นรายบรรทัด
หมายเหตุประกอบงบการเงินเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินตามกฎหมาย ไม่ใช่เอกสารแนบเสริม และมักมีข้อมูลที่เปลี่ยนการตีความตัวเลขทั้งชุด ลำดับการอ่านที่แนะนำคือเริ่มจากนโยบายการบัญชีที่สำคัญ เพื่อรู้ว่ากิจการตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีใด คิดค่าเสื่อมราคากี่ปี และรับรู้รายได้ตอนไหน เพราะการเปลี่ยนนโยบายทำให้ตัวเลขปีต่อปีเทียบกันไม่ได้ ต่อมาอ่านรายการกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อดูว่ารายได้หรือรายจ่ายส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเครือหรือไม่ ซึ่งกระทบความยั่งยืนของรายได้ จากนั้นอ่านภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น เช่น การค้ำประกัน คดีความ และสัญญาเช่าระยะยาว เพราะรายการเหล่านี้ไม่ปรากฏในงบแสดงฐานะการเงินแต่เป็นความเสี่ยงจริง สุดท้ายอ่านเหตุการณ์ภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ซึ่งบอกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นงวดแต่ก่อนวันอนุมัติงบ เช่น การสูญเสียลูกค้ารายใหญ่หรือการกู้ยืมก้อนใหม่ ผู้ประกอบการที่อ่านสี่ส่วนนี้ได้จะเข้าใจกิจการของตนเองลึกกว่าการดูเฉพาะบรรทัดกำไรสุทธิมาก
หลักคือเปรียบเทียบให้เร็ว ละเอียดพอที่จะหาคนรับผิดชอบได้ และจบด้วยการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่รายงาน แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือ ปิดบัญชีรายเดือนภายในสิบถึงสิบห้าวันหลังสิ้นเดือน จัดทำตารางที่แสดงยอดจริง ยอดงบประมาณ ผลต่างเป็นจำนวนเงินและร้อยละ ทั้งเฉพาะเดือนและสะสมตั้งแต่ต้นปี กำหนดเกณฑ์ว่าผลต่างเกินร้อยละห้าหรือเกินจำนวนเงินที่กำหนดต้องมีคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับผิดชอบสายงานนั้น แยกวิเคราะห์ผลต่างด้านปริมาณกับด้านราคาออกจากกัน เพราะมาตรการแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง หากขายได้น้อยกว่าเป้าเพราะจำนวนหน่วยลด ต้องแก้ที่การตลาดและทีมขาย แต่ถ้าจำนวนหน่วยตามเป้าแต่ราคาต่อหน่วยลด ต้องแก้ที่นโยบายส่วนลดและการอนุมัติราคา และควรทบทวนงบประมาณกลางปีหนึ่งครั้งเมื่อสมมติฐานหลักเปลี่ยน เช่น ต้นทุนวัตถุดิบขึ้นเกินร้อยละสิบ เพื่อไม่ให้ทั้งองค์กรวิ่งตามเป้าที่เป็นไปไม่ได้แล้วจนหมดความหมาย
แหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้จริงในประเทศไทยมีสี่ทาง ทางแรกคือระบบคลังข้อมูลธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเปิดให้ค้นหางบการเงินของนิติบุคคลที่นำส่งแล้วเป็นรายบริษัท ใช้ดูคู่แข่งที่รู้ชื่อได้โดยตรง ทางที่สองคือรายงานสถิติและค่าเฉลี่ยรายอุตสาหกรรมที่หน่วยงานรัฐและสมาคมการค้าเผยแพร่ ใช้ดูภาพรวมและแนวโน้ม ทางที่สามคืองบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกัน ซึ่งเปิดเผยละเอียดมากพร้อมคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ แม้ขนาดต่างกันแต่โครงสร้างต้นทุนใช้เทียบเชิงสัดส่วนได้ ทางที่สี่คือข้อมูลจากธนาคารที่ให้สินเชื่อ ซึ่งมักมีค่าเฉลี่ยอัตราส่วนรายอุตสาหกรรมและยินดีแบ่งปันกับลูกค้าสินเชื่อ ข้อควรระวังในการเปรียบเทียบคือ ต้องเทียบกับกิจการที่มีขนาดและรูปแบบธุรกิจใกล้กัน เพราะบริษัทที่เช่าโรงงานกับที่เป็นเจ้าของโรงงานมีโครงสร้างต้นทุนต่างกันโดยสิ้นเชิง และต้องดูว่านโยบายบัญชีต่างกันหรือไม่ก่อนสรุป เช่น วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือและอายุการตัดค่าเสื่อมราคา
ตัวเลขในงบใช้ตัดสินใจได้หลายเรื่องถ้าอ่านเป็น เรื่องแรกคือการตั้งราคา เมื่อรู้อัตรากำไรขั้นต้นรายสินค้าและจุดคุ้มทุน จะรู้ว่าลดราคาได้ถึงระดับใดโดยยังคุ้ม และควรเลิกขายสินค้ากลุ่มใด เรื่องที่สองคือการรับงานใหญ่ เมื่อรู้วงจรเงินสดจะประเมินได้ว่าต้องสำรองเงินหมุนเวียนเท่าไรระหว่างรอเก็บเงิน และควรขอเงินมัดจำเท่าไร เรื่องที่สามคือการจ้างคนเพิ่ม เมื่อรู้รายได้ต่อหัวและต้นทุนคงที่ปัจจุบัน จะรู้ว่าต้องเพิ่มยอดขายเท่าไรจึงจะรองรับต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้น เรื่องที่สี่คือการลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือขยายสาขา เปรียบเทียบระหว่างซื้อเงินสด เช่าซื้อ และเช่าดำเนินงาน โดยดูผลกระทบต่อกระแสเงินสดและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนควบคู่กัน เรื่องที่ห้าคือการจ่ายเงินปันผล ซึ่งต้องมีกำไรสะสมเพียงพอและจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายแล้ว รวมทั้งต้องเหลือเงินสดพอสำหรับภาระผูกพันในอีกสิบสองเดือนข้างหน้า แนวปฏิบัติที่ดีคือนัดประชุมกับผู้ทำบัญชีทุกไตรมาส ให้อธิบายสามบรรทัดที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดและเสนอทางเลือกให้เจ้าของตัดสินใจ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- งบการเงินชุดหนึ่งประกอบด้วยอะไรบ้าง และแต่ละงบบอกอะไรต่างกัน
- ทำไมงบแสดงกำไรแต่บริษัทไม่มีเงินสดจ่ายเงินเดือน
- อัตราส่วนสภาพคล่องที่ควรดูมีอะไรบ้าง และค่าที่เหมาะสมคือเท่าไร
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลงทุกปี ควรวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างไร
- ธนาคารดูอัตราส่วนอะไรตอนพิจารณาสินเชื่อ และควรเตรียมงบอย่างไร
- สัญญาณอันตรายในงบการเงินที่เจ้าของควรจับให้ได้เองมีอะไรบ้าง
- หมายเหตุประกอบงบการเงินสำคัญอย่างไร และควรอ่านส่วนไหนก่อน
- ควรเปรียบเทียบงบจริงกับงบประมาณอย่างไรให้ใช้บริหารได้จริง
- จะหาข้อมูลเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมได้จากที่ไหน
- เจ้าของกิจการควรใช้ตัวเลขจากงบการเงินตัดสินใจเรื่องอะไรได้บ้าง
หัวข้ออื่น