FAQ
ทำธุรกิจในนามบุคคลหรือจดบริษัทดีกว่ากัน
คำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อยที่สุดก่อนโตขึ้นอีกขั้นคือควรจดบริษัทเมื่อไร คลัสเตอร์นี้เทียบภาระภาษี ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย ความรับผิด และผลต่อการขอสินเชื่อ โดยยึดจากตัวเลขและข้อเท็จจริงที่เห็นในงานจริง ไม่ใช่กฎเหมารวมว่ารายได้ถึงเท่านั้นเท่านี้ต้องจดทันที

บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิในอัตราก้าวหน้าที่ไต่ขึ้นตามระดับรายได้ ขณะที่บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตราคงที่หรือขั้นบันไดกรณีเข้าเงื่อนไขกิจการขนาดเล็ก จุดที่ต้องคิดต่อคือเงินที่นำออกจากบริษัทไปใช้ส่วนตัวยังมีภาระภาษีอีกชั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือเงินปันผล การเทียบสองทางเลือกจึงต้องเทียบภาษีรวมตลอดเส้นทางจนถึงกระเป๋าเจ้าของ ไม่ใช่เทียบเฉพาะอัตราที่ระดับกิจการ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบมากที่สุดในการตัดสินใจเรื่องนี้
สำหรับเงินได้บางประเภท บุคคลธรรมดาเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จทุกใบ ซึ่งสะดวกมากเมื่อกิจการมีต้นทุนจริงต่ำกว่าอัตราเหมา แต่เมื่อกิจการเริ่มมีต้นทุนจริงสูง เช่น จ้างทีมงาน เช่าพื้นที่ หรือซื้อเครื่องมือ อัตราเหมาจะกลายเป็นข้อจำกัดแทน เพราะหักได้เท่าที่กำหนดแม้จ่ายจริงมากกว่า จุดตัดที่แท้จริงจึงอยู่ที่โครงสร้างต้นทุนของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว
หลังจดบริษัทจะมีงานประจำที่บุคคลธรรมดาไม่มี ได้แก่ การจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน การมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียน การตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชี การนำส่งงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการยื่นแบบภาษีที่ถี่ขึ้น ต้นทุนเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดทุกปีแม้ปีนั้นกิจการขาดทุน ก่อนตัดสินใจจึงควรประมาณค่าใช้จ่ายรายปีชุดนี้ให้เห็นตัวเลข แล้วนำไปหักออกจากภาษีที่คาดว่าจะประหยัดได้ ถ้าผลลัพธ์ยังคุ้มจึงค่อยเดินหน้า เราจัดทำการเปรียบเทียบนี้ให้เป็นรายกรณีในขั้นตอนเสนอราคา
ในทางกฎหมายผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ ขณะที่เจ้าของกิจการในนามบุคคลต้องนำสินทรัพย์ส่วนตัวทุกอย่างมารับภาระหนี้ แต่ในทางปฏิบัติของ SME ไทย ธนาคารและผู้ให้เช่ามักขอให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัวอยู่ดี ความคุ้มครองจึงไม่ได้เต็มร้อยอย่างที่เข้าใจกันในตอนแรก สิ่งที่ได้จริงคือการแยกทรัพย์สินและกระแสเงินสดของกิจการออกจากของครอบครัวอย่างชัดเจน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งตอนขอสินเชื่อ ตอนรับผู้ร่วมทุน และตอนส่งต่อกิจการให้รุ่นถัดไป
หน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผูกกับมูลค่าฐานภาษีของกิจการ ไม่ได้ผูกกับว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท บุคคลธรรมดาที่รายรับถึงเกณฑ์ก็ต้องจดเช่นกัน จึงไม่ควรใช้เหตุผลว่าไม่อยากเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาเป็นข้ออ้างไม่จดบริษัท สิ่งที่ต่างกันคือเมื่ออยู่ในรูปบริษัท การจัดเก็บเอกสารและการทำรายงานภาษีซื้อภาษีขายมักเป็นระบบกว่าอยู่แล้ว ทำให้การเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาระเพิ่มน้อยกว่าที่กิจการบุคคลธรรมดาซึ่งยังใช้สมุดจดมือต้องเจอ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีสภาพเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีในฐานะนิติบุคคลเช่นเดียวกับบริษัท ต้นทุนการจัดตั้งและงานทะเบียนบางส่วนเบากว่า แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดยังรับผิดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว รูปแบบนี้เหมาะกับกิจการที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนซึ่งไว้ใจกันสูงและไม่มีแผนรับนักลงทุนภายนอก หากมีแผนระดมทุนหรือรับผู้ร่วมทุนในอนาคต การเริ่มด้วยบริษัทจำกัดตั้งแต่แรกมักประหยัดกว่าการแปรสภาพภายหลัง
ลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐจำนวนมากกำหนดให้คู่ค้าเป็นนิติบุคคลที่มีงบการเงินนำส่งครบ ตรงนี้เป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนกว่าเหตุผลทางภาษีเสียอีก ในด้านสินเชื่อ ธนาคารพิจารณาจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและประวัติการเดินบัญชี ซึ่งกิจการบุคคลธรรมดามักผสมกับบัญชีส่วนตัวจนอ่านยาก บริษัทที่มีงบสามปีย้อนหลังอ่านง่ายจึงได้เงื่อนไขดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป้าหมายคือเข้าถึงงานใหญ่และวงเงิน การจดบริษัทเป็นก้าวที่หลีกเลี่ยงยาก
ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อบนหัวจดหมาย แต่เป็นการตั้งนิติบุคคลใหม่แล้วโอนกิจการเข้ามา ต้องพิจารณาการโอนทรัพย์สิน สัญญากับลูกค้าและผู้ให้เช่า ใบอนุญาตที่ออกในนามบุคคล พนักงานและการขึ้นทะเบียนประกันสังคม รวมถึงการปิดหน้าที่ทางภาษีของกิจการเดิมให้เรียบร้อย จุดที่มักลืมคือใบอนุญาตเฉพาะและสัญญาที่ระบุชื่อคู่สัญญาไว้ชัดเจน ซึ่งต้องขอความยินยอมก่อนโอน แผนงานที่ดีจะกำหนดวันตัดยอดให้ตรงกับวันเริ่มรอบบัญชีของบริษัทใหม่ เพื่อไม่ให้ตัวเลขคาบเกี่ยวสองระบบ
ทำได้ แต่ต้องแยกให้ชัดว่างานใดเป็นของใคร ทั้งในสัญญา ใบแจ้งหนี้ บัญชีธนาคารที่รับเงิน และการยื่นภาษี ปัญหาที่พบคือเจ้าของออกใบเสร็จในนามบุคคลแต่ใช้ทรัพยากรและพนักงานของบริษัททำงาน ทำให้ค่าใช้จ่ายอยู่ฝั่งบริษัทขณะที่รายได้อยู่ฝั่งบุคคล ซึ่งเป็นรูปแบบที่ถูกตั้งคำถามได้ทันทีเมื่อมีการตรวจสอบ ถ้าจำเป็นต้องมีทั้งสองขา ควรทำสัญญาบริการระหว่างกันให้ชัดและคิดค่าตอบแทนตามราคาตลาด
เราเริ่มจากตัวเลขจริงของกิจการปีล่าสุด ได้แก่ รายรับ ต้นทุนที่มีเอกสารรองรับ เงินที่เจ้าของถอนไปใช้จริง และแผนการลงทุนปีหน้า จากนั้นทำแบบจำลองสองทางให้เห็นภาษีรวมและเงินสดที่เหลือถึงมือเจ้าของในแต่ละทาง พร้อมระบุต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้น ผลลัพธ์บางกรณีชี้ว่ายังไม่ควรจด ซึ่งเราก็บอกตรง ๆ ค่าบริการทั้งหมดเสนอเป็นรายกรณีหลังทราบปริมาณงานจริง สอบถามได้ทาง LINE @THAIL หรือโทร 092-0170000
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ปิดงบและเซ็นรับรองงบการเงินให้ธุรกิจ SME และบริษัทต่างชาติมากว่า 10 ปี ดูแลมาตรฐาน TFRS for NPAEs และการวางผังบัญชีตั้งแต่วันแรกของกิจการ
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. ประมวลกฎหมาย
ประมวลรัษฎากรกรมสรรพากร
ตัวบทหลักของภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ พร้อมกฎกระทรวงและคำสั่งที่ออกตามความในประมวล
2. ประมวลกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้น เงินปันผล และทุนสำรองตามกฎหมาย
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ภาระภาษีของบุคคลธรรมดากับบริษัทต่างกันตรงไหน
- การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของบุคคลธรรมดาน่าสนใจกว่าจริงไหม
- ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายหลังจดบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าไร
- ความรับผิดต่อหนี้สินต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ
- การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวข้องกับการเลือกรูปแบบนี้ไหม
- ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นทางเลือกกลางที่ดีหรือไม่
- การเป็นบริษัทช่วยเรื่องสินเชื่อและลูกค้าองค์กรมากแค่ไหน
- ถ้าจะเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัทต้องทำอะไรบ้าง
- มีบริษัทแล้วยังรับงานในนามบุคคลควบคู่ได้ไหม
- สำนักงานช่วยตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร
บริการที่ดูแลคำถามหมวดนี้
หัวข้ออื่น