FAQ
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการเลิกจด: จังหวะ เงื่อนไข และผลที่ตามมา
การเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเปลี่ยนวิธีออกเอกสาร วิธีตั้งราคา และภาระงานรายเดือนของกิจการไปทั้งหมด คลัสเตอร์นี้ตอบว่าเมื่อไรจึงต้องจด เมื่อไรควรจดเองทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ ต้องเตรียมอะไร และถ้าจะออกจากระบบต้องทำอย่างไรโดยไม่ทิ้งภาระไว้ข้างหลัง
หน้าที่จดทะเบียนเกิดเมื่อมูลค่าฐานภาษีจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มเกิน 1.8 ล้านบาทในรอบปี ตัวเลขนี้นับจากรายรับที่เกิดขึ้นจริงสะสมภายในปีเดียวกัน ไม่ใช่ประมาณการ และนับเฉพาะรายการที่อยู่ในบังคับ ส่วนรายได้ที่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากรจะไม่ถูกนำมารวม เมื่อยอดสะสมข้ามเส้นในวันใด กฎหมายให้เวลายื่นคำขอจดทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มูลค่าฐานภาษีเกินเกณฑ์ จุดที่กิจการพลาดบ่อยคือดูยอดจากงบกำไรขาดทุนสิ้นปีแล้วค่อยรู้ตัว ทั้งที่ควรติดตามยอดสะสมทุกเดือนในรายงานขาย เพราะเมื่อเลยกำหนดสามสิบวัน กิจการยังคงมีหน้าที่เสียภาษีขายย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีหน้าที่จด โดยที่ยังเรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้แล้ว และภาษีซื้อในช่วงก่อนได้รับอนุมัติก็นำมาเครดิตไม่ได้ตามปกติ ผลคือขาดทุนจากภาษีส่วนนี้เต็มจำนวน
การจดโดยสมัครใจให้ประโยชน์ชัดเจนในสามกรณี กรณีแรกคือฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลซึ่งจำเป็นต้องได้ใบกำกับภาษีเพื่อนำภาษีซื้อไปเครดิต หากออกให้ไม่ได้ ราคาที่เสนอจะแพงกว่าคู่แข่งในสายตาผู้ซื้อทันทีเท่ากับอัตราภาษี กรณีที่สองคือกิจการลงทุนซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ก้อนใหญ่ในช่วงเริ่มต้น ภาษีซื้อจากการลงทุนนั้นขอคืนหรือเครดิตได้เมื่ออยู่ในระบบ กรณีที่สามคือกิจการส่งออกซึ่งใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์และมักมีภาษีซื้อคงเหลือขอคืนได้ต่อเนื่อง ด้านต้นทุนที่ต้องยอมรับคือภาระเอกสารรายเดือน ต้องออกใบกำกับภาษีที่มีรายการครบตามที่กฎหมายกำหนด จัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย ยื่นแบบทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ และเก็บเอกสารตามอายุที่กำหนด สำหรับกิจการที่ขายให้ผู้บริโภครายย่อยซึ่งไม่ต้องการใบกำกับภาษี การจดเร็วเกินไปมักทำให้ราคาสูงขึ้นโดยไม่ได้ประโยชน์กลับมา
ชุดเอกสารพื้นฐานประกอบด้วยคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ หลักฐานแสดงที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น สัญญาเช่าพร้อมหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่และเอกสารสิทธิของผู้ให้เช่า แผนที่ตั้ง และภาพถ่ายสถานประกอบการที่เห็นป้ายชื่อชัดเจน หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์และบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ ยื่นได้ทั้งที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร ประเด็นที่ทำให้คำขอถูกตีกลับบ่อยที่สุดคือหลักฐานสถานประกอบการไม่สอดคล้องกัน เช่น ที่อยู่ในสัญญาเช่าต่างจากที่อยู่ในหนังสือรับรอง หรือใช้ที่อยู่คอนโดที่ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดห้ามประกอบการค้า ควรตรวจสามจุดนี้ให้ตรงกันก่อนยื่นเสมอ ได้แก่ ที่อยู่ตามทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่ในสัญญาเช่า และที่อยู่ที่ปรากฏบนป้ายหน้าสถานประกอบการ
หน้าที่แรกคือเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ซื้อและออกใบกำกับภาษีณ จุดที่จุดรับผิดทางภาษีเกิด กล่าวคือตอนที่สินค้าถูกส่งถึงมือผู้ซื้อ หรือตอนที่เก็บค่าบริการได้ ใบกำกับภาษีต้องระบุข้อมูลครบถ้วนตามกฎหมาย ได้แก่ ถ้อยคำระบุประเภทเอกสาร ข้อมูลชื่อ สถานที่ตั้ง พร้อมเลขผู้เสียภาษีของคู่สัญญาทั้งสองราย เลขที่และวันที่ ชื่อชนิดปริมาณและมูลค่าสินค้า จำนวนภาษีที่แยกออกจากราคาชัดเจน หน้าที่ที่สองคือจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อเป็นรายเดือนตามรูปแบบที่กำหนด พร้อมรายงานสินค้าและวัตถุดิบสำหรับกิจการที่ขายสินค้า หน้าที่ที่สามคือยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป โดยผู้ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้เวลาเพิ่มตามประกาศที่ใช้บังคับอยู่ หน้าที่สุดท้ายที่มักถูกลืมคือแสดงใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการ และแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนทุกครั้งที่ย้ายสถานที่ เพิ่มสาขา หรือเปลี่ยนชื่อกิจการ
ต้องแจ้งเพิ่มสถานประกอบการก่อนเริ่มใช้สถานที่นั้นประกอบกิจการ โดยยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมหลักฐานสถานที่ชุดเดียวกับตอนจดครั้งแรก เมื่อได้รับอนุมัติ กรมสรรพากรจะกำหนดรหัสสาขาให้ ซึ่งต้องนำไปแสดงบนใบกำกับภาษีของสาขานั้นเสมอ ใบกำกับภาษีที่ระบุรหัสสาขาผิดหรือไม่ระบุทั้งที่มีหลายสาขา เป็นเหตุให้ผู้ซื้อถูกโต้แย้งการใช้ภาษีซื้อได้ การจัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขายให้แยกทำรายสถานประกอบการ แล้วจึงรวมยื่นแบบตามวิธีที่กิจการเลือกไว้ กิจการที่ต้องการยื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่ต้องยื่นคำขออนุมัติยื่นรวมและได้รับอนุมัติก่อน มิฉะนั้นแต่ละสาขามีหน้าที่ยื่นแบบของตนเอง อีกจุดที่ควรระวังคือคลังสินค้าที่มีการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าจริงถือเป็นสถานประกอบการที่ต้องแจ้ง ต่างจากพื้นที่เก็บของที่ไม่มีการขายซึ่งมีวิธีปฏิบัติของตนเอง
ความต่างอยู่ที่สิทธิในภาษีซื้อ ไม่ใช่จำนวนที่เรียกเก็บจากลูกค้า กิจการอัตราศูนย์ยังอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มตัว เพียงแต่เรียกเก็บภาษีขายในอัตราร้อยละศูนย์ จึงยังคงเครดิตภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องได้ทั้งจำนวนและมักมียอดขอคืนสะสม ตัวอย่างที่พบมากคือการส่งออกสินค้าและบริการที่ใช้ในต่างประเทศตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบสำหรับรายการนั้น จึงไม่เรียกเก็บภาษีขายและไม่มีสิทธิเครดิตภาษีซื้อที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อส่วนนั้นกลายเป็นต้นทุนที่บันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายหรือราคาทรัพย์สิน ตัวอย่างของกิจการที่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร เช่น การขายพืชผลทางการเกษตรบางลักษณะ การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาตามที่กำหนด และการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ กิจการที่มีทั้งรายการอยู่ในบังคับและรายการยกเว้นในเวลาเดียวกันต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเป็นจุดที่ถูกประเมินย้อนหลังบ่อยเมื่อไม่มีเอกสารแสดงวิธีเฉลี่ยที่ใช้จริง
ผลแรกคือกิจการมีหน้าที่เสียภาษีขายย้อนหลังนับจากวันที่หน้าที่จดเกิดขึ้น แม้ยังไม่ได้เรียกเก็บจากลูกค้าก็ตาม ในทางปฏิบัติหมายความว่าต้องถอดภาษีออกจากราคาที่เก็บมาแล้ว ทำให้กำไรหายไปตามอัตราภาษีที่ใช้ ผลที่สองคือเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคิดจากยอดภาษีค้างชำระประกอบกับจำนวนวันที่ล่าช้าไป ผลที่สามคือภาษีซื้อในช่วงก่อนวันที่ได้รับอนุมัติจดทะเบียนโดยหลักนำมาเครดิตไม่ได้ จึงกลายเป็นต้นทุนเต็มจำนวน สิ่งที่ทำได้เมื่อรู้ตัวช้าคือรีบยื่นคำขอจดทะเบียนทันทีเพื่อหยุดระยะเวลาที่ล่าช้าไม่ให้ยาวขึ้น จัดทำรายการขายย้อนหลังให้ครบถ้วนพร้อมหลักฐาน แล้วยื่นแบบและชำระภาษีย้อนหลังด้วยตนเองก่อนถูกตรวจพบ เพราะการชำระโดยสมัครใจก่อนได้รับหนังสือเชิญพบมีผลต่อการพิจารณาลดเบี้ยปรับตามระเบียบที่ใช้บังคับ การเงียบไว้แล้วรอให้ยอดสะสมโตขึ้นเป็นทางเลือกที่แพงที่สุดเสมอ
กรณีที่พบมากที่สุดคือเลิกประกอบกิจการหรือโอนกิจการทั้งหมดให้ผู้อื่น ซึ่งต้องแจ้งเลิกภายในกำหนดนับแต่วันเลิกหรือวันโอน กรณีที่สองคือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนโดยสมัครใจทั้งที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ อาจขอถอนทะเบียนได้เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด โดยพิจารณาจากรายรับที่แท้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา กรณีที่สามคือกิจการเปลี่ยนไปประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นทั้งหมด จึงไม่มีรายการที่อยู่ในบังคับเหลืออยู่ กรณีที่สี่คือนิติบุคคลเลิกและชำระบัญชี ซึ่งต้องประสานทั้งการแจ้งเลิกทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการจดทะเบียนเลิกกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้สอดคล้องกัน สิ่งที่ต้องเข้าใจคือการหยุดขายเฉยๆ ไม่ทำให้หน้าที่ยื่นแบบสิ้นสุด ตราบใดที่ทะเบียนยังอยู่ กิจการยังต้องยื่นแบบทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ การปล่อยทิ้งไว้จึงสะสมค่าปรับการไม่ยื่นแบบไปเรื่อยๆ โดยที่กิจการไม่มีรายได้แล้ว
ก่อนแจ้งเลิก ควรจัดการสามเรื่องให้จบ เรื่องแรกคือสินค้าคงเหลือและทรัพย์สินที่เคยใช้ภาษีซื้อเป็นเครดิต เพราะการเลิกกิจการทำให้ต้องพิจารณาความรับผิดในภาษีขายสำหรับสินค้าคงเหลือ ณ วันเลิกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การเคลียร์สต๊อกให้เหลือน้อยที่สุดก่อนวันเลิกจึงลดภาระได้จริง เรื่องที่สองคือภาษีซื้อที่ยังไม่ได้ใช้และยอดขอคืนคงค้าง ต้องตัดสินใจว่าจะขอคืนหรือปล่อยไป เพราะหลังเลิกทะเบียนแล้วการติดตามยุ่งยากขึ้นมาก เรื่องที่สามคือแบบที่ยังยื่นไม่ครบทุกเดือนต้องยื่นให้ครบก่อน จากนั้นยื่นแบบแจ้งเลิกพร้อมคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับจริง เมื่อได้รับแจ้งขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว หน้าที่ยื่นแบบรายเดือนจึงสิ้นสุด แต่หน้าที่เก็บรักษาเอกสารและรายงานยังคงอยู่ตามอายุที่กฎหมายบัญชีและประมวลรัษฎากรกำหนด เจ้าพนักงานยังมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้ในกรอบเวลาที่กฎหมายให้ไว้
เริ่มจากทำตารางยอดสะสมรายเดือนของรายรับที่อยู่ในบังคับ แล้วประมาณการล่วงหน้าสามเดือนว่าจะข้ามเส้นเมื่อใด เมื่อรู้เดือนที่คาดว่าจะข้าม ให้เตรียมสามอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือโครงสร้างราคา ต้องตัดสินใจว่าจะบวกภาษีเพิ่มจากราคาเดิมหรือถอดภาษีออกจากราคาเดิม สองทางนี้ให้กำไรต่างกันมากและควรแจ้งลูกค้าล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทกลางสัญญา อย่างที่สองคือระบบเอกสาร ต้องมีเลขที่ใบกำกับภาษีที่เรียงต่อเนื่อง แบบฟอร์มที่มีรายการครบ และวิธีจัดเก็บสำเนาที่ค้นย้อนหลังได้ อย่างที่สามคือคนและรอบงาน ต้องกำหนดว่าใครปิดรายงานภาษีซื้อภาษีขายวันไหนของเดือน และใครตรวจก่อนยื่น สิ่งที่ไม่ควรทำคือแยกกิจการออกเป็นหลายนิติบุคคลเพียงเพื่อกดยอดแต่ละแห่งให้ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งที่เป็นกิจการเดียวกันในทางความเป็นจริง เพราะเจ้าพนักงานพิจารณาจากข้อเท็จจริงของการประกอบกิจการ ไม่ใช่จำนวนทะเบียนที่จดไว้ และการจัดโครงสร้างลักษณะนี้มักจบด้วยการประเมินย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. ประมวลกฎหมาย
ประมวลรัษฎากรกรมสรรพากร
ตัวบทหลักของภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ พร้อมกฎกระทรวงและคำสั่งที่ออกตามความในประมวล
2. ระบบ/แบบฟอร์มราชการ
ระบบยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรกรมสรรพากร
ช่องทางยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ พร้อมกำหนดเวลาขยายเพิ่มสำหรับการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์
3. แนวปฏิบัติ
ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)กรมสรรพากร
หลักเกณฑ์การจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการลงลายมือชื่อดิจิทัล
4. ประกาศ
ราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา
แหล่งประกาศฉบับจริงของพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศที่มีผลบังคับ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ยอดขายระดับไหนจึงบังคับให้ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม และนับยอดกันแบบใด
- ยังไม่ถึงเกณฑ์ ควรจดทะเบียนเองหรือไม่
- ยื่นคำขอจดทะเบียนต้องใช้เอกสารอะไร และยื่นที่ไหน
- เมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนแล้ว มีหน้าที่อะไรตั้งแต่วันแรก
- เปิดสาขาใหม่ต้องแจ้งหรือไม่ และออกใบกำกับภาษีอย่างไร
- กิจการที่ได้รับยกเว้นกับกิจการอัตราศูนย์ต่างกันอย่างไร
- จดทะเบียนช้ากว่ากำหนดมีผลอย่างไร และแก้ไขได้แค่ไหน
- เลิกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ในกรณีใดบ้าง
- ขั้นตอนแจ้งเลิกทะเบียนทำอย่างไร และต้องจัดการอะไรก่อน
- ใกล้ถึงเกณฑ์แล้ว ควรวางแผนอย่างไรให้ไม่เสียเปรียบ
หัวข้ออื่น