FAQ
นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขั้นตอน กำหนดเวลา และข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
การนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน้าที่แยกต่างหากจากการยื่นแบบภาษีต่อกรมสรรพากร แม้ตัวเลขจะมาจากชุดบัญชีเดียวกัน คลัสเตอร์นี้อธิบายผู้มีหน้าที่นำส่ง ชุดเอกสารที่ระบบต้องการ ลำดับเวลาตั้งแต่ผู้สอบบัญชีลงลายมือชื่อจนถึงวันนำส่งจริง และแนวทางแก้ไขเมื่อพบว่าข้อมูลที่ส่งไปแล้วคลาดเคลื่อน
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ครอบคลุมห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศไทย และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร กลุ่มเหล่านี้ต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกรอบปีบัญชี แม้ในรอบนั้นจะไม่มีรายการค้าเลยก็ตาม ส่วนบุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการในนามตนเองไม่อยู่ในบังคับให้นำส่งงบต่อกรมนี้ แต่ยังมีหน้าที่เก็บเอกสารและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ ความเข้าใจผิดที่พบมากคือคิดว่าบริษัทที่ยังไม่เริ่มขายจริงไม่ต้องส่งงบ ซึ่งไม่ถูกต้องและมักทำให้ถูกเปรียบเทียบปรับย้อนหลังหลายปีพร้อมกัน
ชุดมาตรฐานประกอบด้วยงบซึ่งแสดงฐานะทางการเงิน งบซึ่งแสดงผลกำไรขาดทุนของรอบปี งบการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อกิจการเลือกนำเสนอ หมายเหตุประกอบงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และแบบนำส่งงบการเงินซึ่งระบุข้อมูลผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีพร้อมเลขทะเบียน สำหรับบริษัทจำกัดต้องแนบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันประชุมสามัญประจำปีด้วย นอกจากนี้ควรเตรียมสำเนารายงานการประชุมที่อนุมัติงบไว้ในแฟ้ม แม้ระบบจะไม่ได้ขออัปโหลดทุกกรณี แต่เป็นหลักฐานยืนยันว่างบผ่านการอนุมัติโดยชอบก่อนนำส่ง ไฟล์ที่อัปโหลดควรเป็นรูปแบบที่ระบบกำหนดและมีขนาดตามข้อจำกัดของระบบในขณะนั้น
ลำดับที่ถูกต้องคือปิดบัญชีให้เสร็จ ส่งข้อมูลให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีออกรายงานและลงลายมือชื่อ จากนั้นคณะกรรมการเรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน แล้วจึงนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางเกณฑ์ว่าบริษัทจำกัดต้องเปิดที่ประชุมสามัญของผู้ถือหุ้นภายในระยะสี่เดือนหลังปิดรอบปีทางบัญชี และการนำส่งงบต้องทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมอนุมัติ สำหรับรอบปีปฏิทินที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม แนวปฏิบัติทั่วไปจึงคือประชุมไม่เกินสิ้นเดือนเมษายนและนำส่งไม่เกินสิ้นเดือนพฤษภาคม ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและนิติบุคคลต่างประเทศใช้เกณฑ์คนละแบบคือนำส่งภายในห้าเดือนนับแต่วันสิ้นรอบปีบัญชี เนื่องจากไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในความหมายเดียวกัน
ความล่าช้าก่อผลสองชั้น ชั้นแรกคือความรับผิดตามพระราชบัญญัติการบัญชี ซึ่งกำหนดโทษปรับสำหรับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่นำส่งงบภายในกำหนด และในหลายกรณีกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวควบคู่ไปกับนิติบุคคล ชั้นที่สองคือผลทางธุรกิจ ได้แก่ ประวัติการนำส่งที่ปรากฏในฐานข้อมูลสาธารณะ ซึ่งธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ และหน่วยงานที่คัดเลือกผู้รับงานมักเรียกดูก่อนอนุมัติวงเงินหรือขึ้นทะเบียน อัตราค่าปรับขึ้นกับระยะเวลาที่ล่าช้าและประเภทนิติบุคคล จึงควรตรวจสอบตารางเปรียบเทียบปรับที่กรมประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแทนการอ้างตัวเลขที่จำต่อกันมา
ต้องแยกก่อนว่าเป็นความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่กรอกในระบบ หรือเป็นความผิดพลาดในตัวงบการเงินเอง กรณีแรกเช่นกรอกเลขทะเบียนผู้ทำบัญชีผิดหรือแนบไฟล์สลับปี แก้ไขได้โดยติดต่อกรมเพื่อขอปรับปรุงรายการที่นำส่ง กรณีที่สองซึ่งตัวเลขในงบผิดจริงจะหนักกว่า เพราะงบที่ผ่านการอนุมัติของที่ประชุมและลงลายมือชื่อโดยผู้สอบบัญชีไปแล้ว การแก้ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทาง คือให้ผู้สอบบัญชีพิจารณาความมีสาระสำคัญ ปรับปรุงงบ ออกรายงานฉบับใหม่ แล้วนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบฉบับแก้ไข ก่อนนำส่งใหม่ ในทางปฏิบัติ หากผลกระทบไม่มีสาระสำคัญ มาตรฐานการรายงานทางการเงินเปิดทางให้ปรับปรุงในงวดถัดไปพร้อมเปิดเผยในหมายเหตุ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่าและควรหารือกับผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
กฎหมายว่าด้วยการบัญชีวางเงื่อนไขว่ากิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องจัดหาผู้ทำบัญชีซึ่งมีคุณสมบัติครบตามประกาศของอธิบดี ซึ่งโยงกับวุฒิการศึกษาทางการบัญชีและการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งรายชื่อกิจการที่รับทำบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และต้องพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพตามชั่วโมงที่ประกาศกำหนดในแต่ละรอบ นอกจากนี้ยังมีเพดานจำนวนกิจการที่ผู้ทำบัญชีหนึ่งคนรับได้ต่อปี ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาคุณภาพงาน เจ้าของกิจการควรขอดูหลักฐานการขึ้นทะเบียนและสถานะการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องของผู้ทำบัญชีก่อนลงนามในแบบนำส่ง เพราะชื่อที่ปรากฏในแบบผูกพันความรับผิดของทั้งสองฝ่าย
บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินทุกรอบปี ไม่มีข้อยกเว้นตามขนาด ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่ประกาศกระทรวงกำหนด ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบ แต่ยังต้องจัดทำและนำส่งงบตามปกติ ข้อควรระวังคือเกณฑ์ยกเว้นนี้พิจารณาจากทุกองค์ประกอบร่วมกัน ห้างที่โตเกินเกณฑ์ในระหว่างปีจึงกลับเข้าสู่ระบบตรวจสอบทันทีในรอบนั้น ควรประเมินสถานะตั้งแต่กลางปีเพื่อให้มีเวลาว่าจ้างผู้สอบบัญชี ไม่ใช่มาพบเมื่อปิดบัญชีเสร็จแล้วซึ่งมักเหลือเวลาไม่พอ
สาขาของนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยมีหน้าที่จัดทำบัญชีเฉพาะกิจการที่ดำเนินในประเทศไทย และนำส่งงบการเงินของสาขาต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในห้าเดือนนับแต่วันสิ้นรอบปีบัญชี งบที่นำส่งเป็นงบของสาขา ไม่ใช่งบรวมของสำนักงานใหญ่ ส่วนกิจการร่วมค้าซึ่งเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรก็อยู่ในข่ายผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเช่นกัน โดยต้องแยกบัญชีของกิจการร่วมค้าออกจากบัญชีของผู้ร่วมค้าแต่ละราย ประเด็นที่มักตกหล่นคือการปันส่วนต้นทุนร่วมและการบันทึกส่วนแบ่งผลกำไรขาดทุนกลับเข้าบัญชีของผู้ร่วมค้า ซึ่งควรกำหนดวิธีไว้ในสัญญาร่วมค้าตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้ตีความต่างกันตอนปิดงบ
งบการเงินที่นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นข้อมูลที่บุคคลทั่วไปขอคัดสำเนาได้ จึงเป็นแหล่งตรวจสอบคู่ค้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุด สิ่งที่ควรอ่านไม่ใช่แค่กำไรสุทธิ แต่รวมถึงส่วนของผู้ถือหุ้นว่าติดลบหรือไม่ สัดส่วนหนี้สินต่อทุน อายุของลูกหนี้และเจ้าหนี้เทียบกับยอดขาย และที่สำคัญคือความเห็นของผู้สอบบัญชีว่าเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขหรือมีข้อสังเกต ความต่อเนื่องของการนำส่งก็บอกอะไรได้มาก บริษัทที่ขาดส่งบางปีหรือส่งล่าช้าติดต่อกันมักสะท้อนปัญหาการจัดการภายใน การอ่านย้อนหลังสามปีขึ้นไปให้ภาพแนวโน้มที่แม่นกว่าการดูปีเดียว และควรเทียบกับข้อมูลจดทะเบียน เช่น การเปลี่ยนกรรมการหรือการเพิ่มทุน ในช่วงเวลาเดียวกัน
ระบบที่ใช้ได้จริงเริ่มจากทะเบียนลูกค้าที่บันทึกวันสิ้นรอบบัญชีของแต่ละราย แล้วคำนวณย้อนกลับเป็นวันครบกำหนดประชุมและวันครบกำหนดนำส่งโดยอัตโนมัติ ถัดมาคือกำหนดจุดตรวจภายในสามจุด ได้แก่ วันที่ส่งร่างงบให้ผู้สอบบัญชี วันที่ได้รับรายงานที่ลงลายมือชื่อแล้ว และวันที่ได้รับหลักฐานการอนุมัติจากที่ประชุม แต่ละจุดต้องมีผู้รับผิดชอบชื่อจริงไม่ใช่ชื่อทีม จุดที่มักพลาดคือช่วงรอลูกค้าจัดประชุม ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของสำนักงาน จึงควรส่งหนังสือเตือนล่วงหน้าอย่างน้อยสองรอบและเก็บหลักฐานการเตือนไว้ สุดท้ายควรเก็บหลักฐานการนำส่งที่ระบบออกให้ไว้ในแฟ้มลูกค้าทุกปี เพราะเป็นเอกสารชิ้นเดียวที่ยืนยันได้ว่าหน้าที่ตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
หน้าที่จัดทำบัญชี คุณสมบัติผู้ทำบัญชี ระยะเวลาเก็บรักษาบัญชีและเอกสาร และกำหนดนำส่งงบการเงิน
2. ระบบ/แบบฟอร์มราชการ
ระบบนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing)กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ช่องทางนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
3. ประมวลกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้น เงินปันผล และทุนสำรองตามกฎหมาย
4. พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
โครงสร้างวิชาชีพ การขึ้นทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จรรยาบรรณ และอำนาจออกมาตรฐานการบัญชี
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- กิจการประเภทใดบ้างที่ต้องนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ชุดเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการนำส่งมีอะไรบ้าง
- ลำดับเวลาตั้งแต่ผู้สอบบัญชีเซ็นจนถึงวันนำส่งเป็นอย่างไร
- ถ้านำส่งงบล่าช้าจะเกิดผลอย่างไร
- นำส่งงบไปแล้วพบว่าตัวเลขผิด ต้องทำอย่างไร
- ผู้ทำบัญชีที่ระบุในแบบนำส่งต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
- กิจการทุกแห่งต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือไม่
- สาขาของบริษัทต่างประเทศและกิจการร่วมค้ามีหน้าที่นำส่งอย่างไร
- จะใช้ข้อมูลงบการเงินที่นำส่งไว้ตรวจสอบคู่ค้าได้อย่างไร
- สำนักงานบัญชีควรวางระบบควบคุมการนำส่งงบอย่างไรให้ไม่พลาด
หัวข้ออื่น