FAQ
คำถามคาใจเจ้าของกิจการ
คำถามที่เจ้าของกิจการอยากถามแต่มักไม่กล้าถามนักบัญชีตรง ๆ ตั้งแต่กำไรในงบไม่ตรงกับเงินในบัญชี ควรจดบริษัทหรือยัง เอาเงินออกจากบริษัทยังไงให้ถูก ไปจนถึงจะรู้ได้ยังไงว่านักบัญชีทำงานถูกต้อง คลัสเตอร์นี้ตอบตรงไปตรงมาพร้อมเหตุผลทางกฎหมาย
เพราะกำไรคำนวณตามเกณฑ์คงค้าง คือรับรู้รายได้เมื่อส่งมอบงานไม่ใช่เมื่อได้รับเงิน กำไรจึงจมอยู่ได้ในสามที่หลัก ลูกหนี้ที่ยังไม่จ่าย สินค้าคงเหลือที่ซื้อมาแล้วขายไม่ออก และเงินที่จ่ายซื้อทรัพย์สินซึ่งไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในงวดนั้น อีกส่วนคือเงินต้นที่ผ่อนคืนธนาคารซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายแต่ทำให้เงินหาย วิธีดูให้เข้าใจคือขอให้นักบัญชีทำงบกระแสเงินสดควบงบกำไรขาดทุนทุกเดือน แล้วจะเห็นทันทีว่ากำไรไปกองอยู่ตรงไหน
ตัดสินใจจากสามปัจจัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขภาษี ปัจจัยแรกคือกำไรสุทธิ เมื่อกำไรสูงขึ้นอัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดจะไต่เร็วกว่าอัตรานิติบุคคลที่คงที่ และ SME ที่เข้าเกณฑ์ทุนกับรายได้ตามที่กฎหมายกำหนดยังได้อัตราลดหย่อนพิเศษอีก ปัจจัยที่สองคือความเสี่ยง บริษัทจำกัดความรับผิดของเจ้าของไว้ที่เงินลงทุน ขณะที่บุคคลธรรมดารับผิดด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ปัจจัยที่สามคือคู่ค้า ลูกค้าองค์กรและงานราชการส่วนใหญ่ต้องการคู่สัญญาที่เป็นนิติบุคคล ข้อแลกเปลี่ยนคือภาระบัญชีรายเดือน ผู้สอบบัญชีประจำปี และการนำเงินออกที่ต้องมีเหตุผลรองรับ
มีสี่ทางหลักและแต่ละทางมีต้นทุนภาษีต่างกัน หนึ่งคือเงินเดือนกรรมการ ซึ่งบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้แต่ผู้รับเสียภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดและมีประกันสังคม สองคือเงินปันผลจากกำไรสะสมหลังเสียภาษีนิติบุคคลแล้ว มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและผู้รับเลือกได้ว่าจะใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ สามคือค่าเช่าทรัพย์สินที่เจ้าของให้บริษัทใช้ ต้องมีสัญญาเช่าและราคาตลาด สี่คือคืนเงินกู้ที่กรรมการเคยให้บริษัทยืมจริงและมีหลักฐาน สิ่งที่ไม่ใช่ทางออกคือเบิกเงินสดออกไปเฉย ๆ แล้วค้างเป็นลูกหนี้กรรมการ เพราะสุดท้ายถูกประเมินเป็นเงินได้พร้อมดอกเบี้ยรับของบริษัท
ไม่มีคำตอบเดียว ต้องคำนวณเป็นรายกรณีเพราะขึ้นกับสามตัวแปร กำไรก่อนภาษีของบริษัท รายได้อื่นและค่าลดหย่อนส่วนตัวของกรรมการ และว่าบริษัทเข้าเกณฑ์อัตรา SME หรือไม่ หลักคิดคร่าว ๆ คือเงินเดือนลดภาษีนิติบุคคลได้ทันทีจึงเหมาะกับช่วงที่บริษัทกำไรสูงและกรรมการยังมีช่องขั้นภาษีต่ำเหลืออยู่ ส่วนปันผลเสียภาษีสองชั้นแต่ชั้นบุคคลเป็นอัตราหัก ณ ที่จ่ายคงที่จึงเหมาะเมื่อกรรมการมีรายได้อื่นสูงจนขั้นบันไดพุ่งแล้ว ทางปฏิบัติที่ใช้กันคือผสมทั้งสองแบบ โดยตั้งเงินเดือนให้พอดีกับช่องขั้นภาษีต่ำแล้วที่เหลือจ่ายเป็นปันผล และต้องมีมติที่ประชุมรองรับทุกครั้ง
ยังมีอยู่ แต่ความเสี่ยงต่างจากเมื่อสิบปีก่อนมาก เพราะข้อมูลถูกจับคู่กันได้อัตโนมัติแล้ว ทั้งข้อมูลการโอนเงินที่สถาบันการเงินนำส่ง ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรี ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และการยื่นภาษีของคู่ค้าที่ระบุเลขผู้เสียภาษีของเรา เมื่อยอดขายที่แจ้งต่ำกว่าข้อมูลเหล่านี้ ระบบจะคัดกรองขึ้นมาให้ตรวจ ผลที่ตามมาคือเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย และในกรณีที่ถือเป็นการหลีกเลี่ยงโดยเจตนายังมีโทษอาญาด้วย ทางที่ยั่งยืนกว่าคือทำเล่มเดียวให้ถูกต้องแล้วใช้สิทธิลดหย่อนและโครงสร้างต้นทุนที่กฎหมายให้จริง
ตรวจได้เองห้าข้อโดยไม่ต้องมีความรู้บัญชี หนึ่งขอดูหลักฐานการยื่นแบบทุกเดือนว่ายื่นตรงเวลาและไม่มีค่าปรับซ้ำซาก สองขอดูงบทดลองหรืองบการเงินภายในทุกเดือน ไม่ใช่รอปีละครั้ง สามตรวจว่ายอดเงินฝากในงบตรงกับ statement ธนาคารจริง สี่ถามว่าผู้ทำบัญชีขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและมีชั่วโมงพัฒนาความรู้ต่อเนื่องครบหรือไม่ ห้าดูว่าตอบคำถามได้ว่ารายการใหญ่ ๆ ในงบมาจากไหน ถ้าข้อใดข้อหนึ่งตอบไม่ได้หรือขอเอกสารแล้วเลี่ยง นั่นคือสัญญาณให้ขอความเห็นที่สอง
ไม่ยุ่งถ้าย้ายให้ถูกจังหวะและได้เอกสารครบ จังหวะที่ราบรื่นที่สุดคือหลังปิดงบและยื่นภาษีประจำปีเสร็จ เพราะข้อมูลเป็นก้อนสมบูรณ์ สิ่งที่ต้องขอจากที่เดิมคือ งบทดลองและงบการเงินย้อนหลัง ผังบัญชี ทะเบียนทรัพย์สินพร้อมค่าเสื่อมสะสม รายละเอียดลูกหนี้เจ้าหนี้คงเหลือ สำเนาแบบภาษีที่ยื่นไปแล้วทุกประเภท และไฟล์ข้อมูลจากโปรแกรมบัญชี เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการตามกฎหมาย ที่เดิมต้องคืน ส่วนการเปลี่ยนชื่อผู้ทำบัญชีในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นขั้นตอนปกติที่ทำได้ตลอดปี
ราคาถูกไม่ผิดในตัวเอง แต่ให้ดูว่าตัดอะไรออกไป จุดที่มักถูกตัดคือการกระทบยอดธนาคารทุกเดือน การตรวจความครบถ้วนของใบกำกับภาษีซื้อ การทำทะเบียนทรัพย์สิน และการอธิบายงบให้เจ้าของฟัง ผลคือได้ตัวเลขที่ยื่นทันเวลาแต่ไม่มีใครยืนยันว่าถูก ต้นทุนแฝงจะโผล่ตอนถูกตรวจย้อนหลังหรือตอนขอสินเชื่อแล้วงบไม่ผ่าน วิธีเทียบราคาที่ยุติธรรมคือขอใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงานเป็นข้อ ๆ ว่าทำอะไรบ้าง กี่รายการต่อเดือน และมีอะไรที่คิดเพิ่ม แล้วค่อยเทียบตัวเลข
อย่าปล่อยให้ปนอยู่ในค่าใช้จ่าย เพราะจะถูกตัดเป็นรายจ่ายต้องห้ามและอาจถูกมองว่าเป็นประโยชน์ที่กรรมการได้รับซึ่งต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา วิธีแก้ที่สะอาดคือจัดประเภทใหม่เป็นลูกหนี้กรรมการแล้วคืนเงินเข้าบริษัทให้ครบพร้อมดอกเบี้ยถ้าค้างข้ามงวด หรือถ้าตั้งใจให้เป็นค่าตอบแทนก็ให้บันทึกเป็นเงินได้ของกรรมการและหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง สำหรับอนาคตให้แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบริษัทเด็ดขาด และถ้าจำเป็นต้องสำรองจ่ายให้ทำใบเบิกคืนพร้อมแนบใบเสร็จทุกครั้ง
การคัดเลือกไม่ได้สุ่มล้วน แต่มาจากตัวชี้วัดความผิดปกติเป็นหลัก ตัวที่ทำให้ถูกหยิบขึ้นมาบ่อยคือ ขาดทุนติดต่อกันหลายปีแต่ยังขยายกิจการ อัตรากำไรขั้นต้นต่างจากค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกันมาก ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำ ยอดขายที่แจ้งไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากคู่ค้าหรือแพลตฟอร์ม รายจ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่มีรายละเอียด และการยื่นแบบล่าช้าหรือแก้ไขบ่อย ธุรกิจเล็กที่ตัวเลขสม่ำเสมอและยื่นตรงเวลาจึงมีโอกาสถูกตรวจต่ำกว่ามาก การเตรียมตัวที่ดีที่สุดไม่ใช่การหวังไม่ถูกตรวจ แต่คือการเก็บเอกสารให้ค้นเจอภายในวันเดียว
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- งบบอกว่ามีกำไร แต่ทำไมเงินในบัญชีไม่มี
- ควรจดทะเบียนบริษัทตอนไหน หรืออยู่บุคคลธรรมดาไปก่อนดี
- เอาเงินออกจากบริษัทมาใช้ส่วนตัวได้ทางไหนบ้าง
- จ่ายเงินเดือนกรรมการกับปันผล อย่างไหนคุ้มกว่า
- ทำบัญชีสองเล่มยังทำกันอยู่ไหม เสี่ยงแค่ไหน
- จะรู้ได้ยังไงว่านักบัญชีที่จ้างอยู่ทำงานถูกต้อง
- อยากเปลี่ยนสำนักงานบัญชี จะยุ่งยากและเสียของไหม
- ค่าทำบัญชีถูกมาก ๆ มีอะไรต้องระวังไหม
- จ่ายค่าของส่วนตัวด้วยบัญชีบริษัทไปแล้ว แก้ยังไง
- บริษัทเล็ก ๆ โอกาสถูกสรรพากรตรวจมีมากไหม
หัวข้ออื่น