ตัวเลขหลักตามกฎหมาย
| เงินสะสมของลูกจ้าง | ร้อยละ 2–15 ของค่าจ้าง |
|---|---|
| เงินสมทบของนายจ้าง | ไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง |
| สิทธิลดหย่อนของพนักงาน | ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง และรวมกับรายการเพื่อการเกษียณอื่นไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี |
| ผู้บริหารเงิน | บริษัทจัดการที่ได้รับอนุญาต ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. |
ขั้นตอนฝั่งนายจ้าง
1. เลือกรูปแบบกองทุน
บริษัทขนาดเล็กส่วนใหญ่เข้าร่วมกองทุนที่มีหลายนายจ้างอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องตั้งคณะกรรมการและจัดการเอกสารเอง บริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากอาจตั้งกองทุนของตัวเอง ทั้งสองแบบบริหารโดยบริษัทจัดการที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
2. กำหนดอัตราในข้อบังคับ
ตกลงอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ ซึ่งอาจเพิ่มตามอายุงาน รวมทั้งเงื่อนไขการได้รับเงินสมทบเมื่อพนักงานลาออก ข้อนี้ควรให้ฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีอ่านร่วมกัน เพราะเป็นตัวเลขที่ต้องใช้ทุกเดือน
3. หักและนำส่งทุกงวดค่าจ้าง
ในรอบเงินเดือน หักเงินสะสมจากค่าจ้างของพนักงาน รวมกับเงินสมทบของบริษัท แล้วนำส่งเข้ากองทุนตามกำหนดในกฎหมายและข้อบังคับ พร้อมส่งรายชื่อและยอดของแต่ละคนให้บริษัทจัดการ
4. กระทบยอดทุกเดือน
เทียบยอดในทะเบียนเงินเดือนกับใบยืนยันรับเงินจากกองทุน พนักงานเข้าใหม่ ลาออก หรือปรับเงินเดือนกลางเดือน คือจุดที่ยอดคลาดบ่อยที่สุด
ลงบัญชีอย่างไร
เงินสะสมที่หักจากพนักงานเป็นเงินของพนักงาน บริษัทพักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่งเข้ากองทุน ส่วนเงินสมทบของบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานในงวดที่จ่ายค่าจ้าง หากนำส่งไม่ทันสิ้นเดือน ยอดค้างจะต้องโชว์เป็นเงินค้างจ่ายในงบ ไม่ควรหักกลบกับบัญชีเงินเดือน
- ใบแจ้งยอดจากบริษัทจัดการควรตรงกับยอดในทะเบียนเงินเดือนทุกงวด
- เงินสมทบที่พนักงานไม่ได้รับตอนลาออกจะกลับไปตามที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด ฝ่ายบัญชีต้องดูข้อบังคับก่อนบันทึก
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายประจำปีควรแสดงเงินสะสมของพนักงานแต่ละคน เพื่อให้พนักงานใช้ลดหย่อนได้
ภาษีของพนักงานเมื่อออกจากกองทุน
ถ้าพนักงานออกจากกองทุนเมื่ออายุครบ 55 ปีและเป็นสมาชิกมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินที่ได้รับได้รับยกเว้นภาษี กรณีลาออกจากงานก่อนเงื่อนไขนี้ เงินส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์อาจต้องนำไปเสียภาษี และสิทธิลดหย่อนที่ใช้ไปแล้วอาจต้องคืน พนักงานจึงควรตรวจกับบริษัทจัดการและกรมสรรพากรก่อนถอนเงิน หรือเลือกโอนเงินไปกองทุนของนายจ้างใหม่หรือ RMF เพื่อรักษาอายุสมาชิก
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่
ไม่บังคับ นายจ้างเลือกจัดตั้งหรือเข้าร่วมเองได้ แต่เมื่อเข้าร่วมแล้วต้องหักเงินสะสมและนำส่งเงินสมทบตามข้อบังคับกองทุนทุกงวดที่จ่ายค่าจ้าง
ลูกจ้างสะสมได้กี่เปอร์เซ็นต์
กฎหมายกำหนดเงินสะสมของลูกจ้างไว้ระหว่างร้อยละ 2 ถึง 15 ของค่าจ้าง ส่วนเงินสมทบของนายจ้างต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง ตัวเลขที่ใช้จริงดูจากข้อบังคับของกองทุนแต่ละแห่ง
เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเป็นเงินได้ของพนักงานในเดือนนั้นไหม
ในเดือนที่นำส่ง เงินสมทบยังไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษีของพนักงาน ภาษีจะไปพิจารณาตอนพนักงานรับเงินออกจากกองทุน ตามอายุและระยะเวลาการเป็นสมาชิก
พนักงานลดหย่อนภาษีได้เท่าไร
เงินสะสมส่วนของพนักงานใช้ลดหย่อนและยกเว้นได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง และเมื่อรวมกับรายการเพื่อการเกษียณอื่น เช่น RMF และ SSF ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
สำนักงานบัญชีช่วยอะไรได้บ้าง
เราดูแลฝั่งนายจ้าง ได้แก่ คำนวณเงินสะสมและเงินสมทบในรอบเงินเดือน ส่งรายงานให้บริษัทจัดการ ลงบัญชี และกระทบยอดกับใบแจ้งยอดของกองทุน ส่วนการเลือกนโยบายลงทุนเป็นการตัดสินใจของสมาชิกและบริษัทจัดการ
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ทุกข้อความในหน้านี้อิงตัวบทและเอกสารของหน่วยงานที่ออกกฎเอง ลิงก์ด้านล่างเปิดไปยังเว็บไซต์ต้นทางโดยตรง หากตัวบทมีการแก้ไข ให้ยึดฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
1. พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และที่แก้ไขเพิ่มเติมสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อัตราเงินสะสมของลูกจ้าง อัตราเงินสมทบของนายจ้าง การนำส่งเงินเข้ากองทุน และสิทธิของสมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ
2. แนวปฏิบัติ
ก.ล.ต. — การกำกับดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและบริษัทจัดการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ใช้ตรวจรายชื่อบริษัทจัดการที่ได้รับอนุญาตและหลักเกณฑ์ที่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนด
3. แนวปฏิบัติ
กรมสรรพากร — ค่าลดหย่อนและการยกเว้นภาษีเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรมสรรพากร
เพดานรวมกับรายการเพื่อการเกษียณอื่น และเงื่อนไขภาษีเมื่อลาออกจากกองทุนก่อนครบอายุสมาชิกภาพ
ให้เราดูแลงานกองทุนในรอบเงินเดือน
ทีมบัญชีเงินเดือนของเราคำนวณ นำส่ง ลงบัญชี และกระทบยอดกองทุนให้ทุกงวด อ่านงานเงินเดือนทั้งหมดได้ที่ บริการทำเงินเดือน
ขอใบเสนอราคาจากเจ้าหน้าที่