บริการตามกลุ่มธุรกิจ
วางระบบภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก
ผู้ค้าที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าเจอปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่มบ่อยกว่าธุรกิจในประเทศทั่วไป เพราะฝั่งนำเข้าต้องพิสูจน์ภาษีซื้อด้วยใบเสร็จรับเงินจากกรมศุลกากรที่ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีถูกต้อง ส่วนฝั่งส่งออกต้องเก็บเอกสารพิสูจน์การส่งออกจริงเพื่อใช้สิทธิอัตราภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องบริการซื้อจากต่างประเทศที่ต้องนำส่งภาษีเอง กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนนำเข้าที่ต้องรวมเข้าสต็อกให้ถูกต้อง เราดูแลให้ทุกจุดนี้เชื่อมกันเป็นระบบเดียว
โทร 092-0170000 · LINE @THAIL · contact@thailaw-accounting.co.th
ปัญหาที่เจอซ้ำในธุรกิจกลุ่มนี้
ใบเสร็จศุลกากรใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้
หลายกิจการนำใบเสร็จรับเงินค่าอากรจากกรมศุลกากรมาขอเครดิตภาษีซื้อโดยไม่ตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบนใบเสร็จตรงกับชื่อบริษัทหรือไม่ หรือใบขนสินค้าขาเข้าระบุผู้นำเข้าถูกต้องหรือเปล่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคืนภาษีพบความไม่ตรงกัน เครดิตภาษีที่เคยขอไว้อาจถูกปฏิเสธทั้งจำนวนและต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา
เอกสารส่งออกไม่ครบพอพิสูจน์อัตราศูนย์
การขายสินค้าส่งออกได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่สิทธินี้ต้องพิสูจน์ด้วยชุดเอกสารที่ครบถ้วน ทั้งใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการจริง หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ และใบตราส่งสินค้า หากขาดเอกสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือวันที่ในเอกสารไม่สอดคล้องกัน เจ้าหน้าที่อาจปฏิเสธสิทธิอัตราศูนย์และเรียกเก็บภาษีในอัตราปกติย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
ลืมนำส่งภาษีจากบริการที่ซื้อจากต่างประเทศ
เมื่อกิจการซื้อบริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศ เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าซอฟต์แวร์ หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และใช้บริการนั้นในประเทศไทย ผู้ซื้อมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการด้วยแบบ ภ.พ. 36 หลายกิจการไม่ทราบหน้าที่นี้เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ทำให้ขาดการนำส่งสะสมมาหลายเดือนก่อนถูกตรวจพบ
ต้นทุนนำเข้าไม่ถูกรวมเข้าสต็อกอย่างครบถ้วน
ต้นทุนสินค้านำเข้าไม่ได้มีแค่ราคาสินค้าตามใบกำกับผู้ขาย แต่ต้องรวมอากรขาเข้า ค่าระวางขนส่ง ค่าประกันภัยสินค้า และค่าดำเนินพิธีการศุลกากรเข้าไปด้วยเพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกต้อง หากบันทึกเฉพาะราคาสินค้าอย่างเดียวโดยแยกค่าใช้จ่ายอื่นไปเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้นที่รายงานจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ส่งผลต่อการตั้งราคาขายและการวางแผนภาษีเงินได้
สิ่งที่คุณได้รับ
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมวางระบบเอกสาร
เรายื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและวางแนวทางจัดเก็บใบขนสินค้าขาเข้าและขาออกให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก แยกแฟ้มตามเดือนและตามธุรกรรม เพื่อให้เมื่อถึงเวลายื่นแบบ ภ.พ. 30 หรือขอคืนภาษี เอกสารทุกชุดพร้อมส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง
ตรวจสอบใบขนสินค้าก่อนขอเครดิตภาษีซื้อ
ก่อนนำใบเสร็จค่าอากรมาใช้ขอเครดิตภาษีซื้อทุกครั้ง เราตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อผู้นำเข้า และมูลค่าที่ระบุตรงกับใบขนสินค้าจริงหรือไม่ พร้อมจัดทำทะเบียนคุมแยกตามใบขนแต่ละฉบับ ลดโอกาสถูกปฏิเสธเครดิตเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
ชุดเอกสารส่งออกครบสำหรับอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์
เรารวบรวมใบขนสินค้าขาออก หลักฐานรับชำระเงินจากต่างประเทศ และใบตราส่งให้ตรงกันเป็นชุดต่อรายการขาย พร้อมตรวจวันที่ในแต่ละเอกสารให้สอดคล้องกันก่อนใช้สิทธิอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ในแบบ ภ.พ. 30 เพื่อไม่ให้สิทธิถูกโต้แย้งภายหลัง
ยื่นแบบ PP36 และติดตามภาษีนำเข้าจากบริการต่างประเทศ
เราตรวจสอบสัญญาและใบแจ้งหนี้จากผู้ให้บริการต่างประเทศทุกรายการ ประเมินว่าเข้าข่ายต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ. 36 หรือไม่ แล้วยื่นแบบและชำระภายในกำหนด พร้อมเก็บหลักฐานให้นำภาษีที่นำส่งไปใช้เป็นเครดิตภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้ถูกต้อง
บันทึกต้นทุนนำเข้าและอัตราแลกเปลี่ยนให้ตรงสต็อกจริง
เราจัดทำสูตรคำนวณต้นทุนนำเข้าที่รวมอากร ค่าระวาง ค่าประกันภัย และค่าพิธีการเข้ากับราคาสินค้า พร้อมบันทึกกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่ชำระเงินจริงแยกจากวันที่บันทึกซื้อ เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยและกำไรขั้นต้นที่รายงานตรงกับสภาพธุรกิจจริง
ทำไมภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้นำเข้าส่งออกซับซ้อนกว่าที่คิด
ธุรกิจในประเทศทั่วไปมักมองว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องง่าย ออกใบกำกับภาษีขาย เก็บใบกำกับภาษีซื้อ แล้วนำผลต่างไปยื่นแบบทุกเดือน แต่สำหรับผู้นำเข้าส่งออก จุดเริ่มต้นของภาษีซื้อไม่ใช่ใบกำกับภาษีจากผู้ขายในประเทศ แต่เป็นใบเสร็จรับเงินค่าอากรจากกรมศุลกากร ซึ่งมีรูปแบบและข้อมูลต่างจากใบกำกับภาษีทั่วไปโดยสิ้นเชิง เจ้าหน้าที่บัญชีที่คุ้นเคยแต่ธุรกิจในประเทศจึงมักพลาดจุดตรวจสอบสำคัญ เช่น การยืนยันว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบนใบเสร็จตรงกับชื่อผู้นำเข้าจริง หรือใบขนสินค้าขาเข้าไม่ได้ระบุชื่อตัวแทนออกของเป็นผู้นำเข้าแทนบริษัท
การส่งออกได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่งฟังดูเป็นข้อดีเพราะไม่ต้องเรียกเก็บภาษีจากลูกค้าต่างประเทศ แต่สิทธินี้แลกมาด้วยภาระพิสูจน์ที่หนักกว่าการขายในประเทศมาก ผู้ขายต้องพิสูจน์ได้ว่าสินค้าออกจากราชอาณาจักรจริงผ่านใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรสมบูรณ์ ต้องมีหลักฐานรับชำระเงินจากต่างประเทศที่ตรงกับมูลค่าสินค้า และต้องมีใบตราส่งหรือเอกสารขนส่งที่ระบุปลายทางชัดเจน หากวันที่บนเอกสารแต่ละชิ้นไม่ตรงกัน เช่น วันที่ในใบขนสินค้าห่างจากวันที่รับชำระเงินมากผิดปกติโดยไม่มีคำอธิบาย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาจตั้งข้อสงสัยและขอเอกสารเพิ่มเติมก่อนอนุมัติสิทธิอัตราศูนย์
แบบ ภ.พ. 36 เป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อดึงภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อบริการข้ามพรมแดนเข้าสู่ระบบ เมื่อผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศและไม่มีสถานประกอบการในไทย กฎหมายจึงผลักภาระให้ผู้ซื้อในไทยเป็นผู้นำส่งภาษีแทน ครอบคลุมตั้งแต่ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่หลายกิจการมองข้ามเพราะจ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นยอดเล็กๆ กระจายหลายรายการต่อเดือน สิ่งที่ทำให้พลาดบ่อยคือกิจการมักบันทึกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ปนกับค่าใช้จ่ายในประเทศโดยไม่แยกให้ชัดว่ารายการใดเข้าข่ายต้องนำส่งภาษีเอง
กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอีกจุดที่ผู้นำเข้าส่งออกต้องจัดการต่างจากธุรกิจในประเทศ เพราะราคาซื้อขายมักตกลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศแต่บันทึกบัญชีเป็นเงินบาท ทำให้มูลค่าที่บันทึกวันที่ตกลงซื้อขายกับวันที่ชำระเงินจริงต่างกันตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป ผลต่างนี้ต้องรับรู้เป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแยกออกจากกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้า หากปนกันไว้ในบัญชีเดียวจะทำให้ผู้บริหารเข้าใจผิดว่าสินค้าตัวใดทำกำไรจริงมากน้อยเพียงใด และอาจตัดสินใจตั้งราคาผิดพลาดในรอบถัดไป
การคิดต้นทุนนำเข้าให้ถูกต้องต้องมองรวมเป็นกองเดียวที่ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายซึ่งทำให้สินค้าพร้อมวางขายบนชั้นคลัง ไม่ใช่นับแค่ราคาตามใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ต่างประเทศเท่านั้น ทั้งอากรขาเข้าที่ชำระให้กรมศุลกากร ค่าขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ ค่าเบี้ยประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่ง และค่าบริการของตัวแทนออกของ ล้วนต้องปันส่วนลงในต้นทุนต่อหน่วยตามเกณฑ์ที่สมเหตุสมผล เช่น สัดส่วนน้ำหนักหรือมูลค่าของแต่ละรายการในใบขนเดียวกัน หากนำรายจ่ายเหล่านี้ไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานแทนที่จะรวมเข้าต้นทุนสินค้า ตัวเลขต้นทุนขายที่รายงานจะต่ำกว่าความจริงและทำให้กำไรขั้นต้นดูดีเกินจริง
การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดซื้อที่สูงกว่ายอดขายในเดือนใดเดือนหนึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้นำเข้าส่งออกที่ขายส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากยอดขายเสียภาษีอัตราศูนย์ในขณะที่ภาษีซื้อจากการนำเข้ายังคงเกิดขึ้นตามปกติ การขอคืนภาษีลักษณะนี้มักถูกเลือกตรวจสอบละเอียดกว่าการยื่นแบบทั่วไป เจ้าหน้าที่จะขอดูใบขนสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก หลักฐานรับชำระเงิน และบางครั้งขอดูสัญญาซื้อขายกับคู่ค้าต่างประเทศประกอบด้วย กิจการที่เตรียมเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระบบล่วงหน้าจะผ่านการตรวจสอบได้เร็วกว่ากิจการที่ต้องไล่รวบรวมเอกสารหลังถูกขอ
สินค้าที่นำเข้ามาแล้วส่งกลับคืนผู้ขายต่างประเทศ หรือกรณีนำเข้าชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมแล้วส่งออกกลับ มีสิทธิขอคืนอากรขาเข้าที่จ่ายไปแล้วได้ในบางกรณีตามหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากร แต่การขอคืนอากรนี้ต้องบันทึกบัญชีแยกต่างหากจากการซื้อขายปกติ ทั้งการตั้งลูกหนี้อากรที่จะได้คืน การปรับปรุงต้นทุนสินค้าคงเหลือเมื่อได้รับคืนจริง และการกระทบยอดกับใบขนสินค้าที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีบัญชีแยกเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ยอดอากรที่รอคืนมักถูกลืมค้างอยู่ในบัญชีอื่นจนตรวจสอบยาก
สิ่งที่ผูกทุกเรื่องข้างต้นเข้าด้วยกันคือระบบเอกสารที่จัดเก็บเป็นระเบียบตั้งแต่วันแรกที่นำเข้าหรือส่งออกแต่ละรายการ ใบขนสินค้า หลักฐานรับชำระเงิน สัญญาซื้อขาย และบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ ต้องเชื่อมโยงถึงกันได้ในไฟล์เดียวต่อธุรกรรม เพราะเมื่อกรมสรรพากรหรือกรมศุลกากรขอตรวจสอบ ความเร็วในการค้นหาเอกสารที่ครบถ้วนและตรงกันมักเป็นตัวชี้วัดว่ากิจการมีระบบภายในที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มากกว่าตัวเลขในงบการเงินเสียอีก
ใบขนสินค้าที่ระบุตัวแทนออกของเป็นผู้นำเข้า
หากตัวแทนออกของยื่นใบขนโดยระบุตนเองแทนบริษัทเป็นผู้นำเข้า ใบเสร็จค่าอากรจะออกในชื่อตัวแทนและนำมาขอเครดิตภาษีซื้อของบริษัทไม่ได้ ตรวจชื่อผู้นำเข้าบนใบขนทุกฉบับก่อนส่งให้ตัวแทน
สินค้าตัวอย่างส่งออกโดยไม่มีมูลค่า
สินค้าตัวอย่างที่ส่งออกโดยไม่คิดมูลค่าอาจยังต้องผ่านพิธีการศุลกากรและมีผลทางภาษีมูลค่าเพิ่มตามลักษณะธุรกรรม จัดทำเอกสารประกอบให้ชัดว่าเป็นตัวอย่างไม่มีมูลค่าทางการค้าเพื่อป้องกันการตีความผิดในภายหลัง
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างประเทศจ่ายผ่านบัตรเครดิต
ค่าโฆษณาหรือค่าบริการแพลตฟอร์มต่างประเทศที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตบริษัทมักเข้าข่ายต้องนำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.พ. 36 เช่นเดียวกับรายการที่โอนผ่านธนาคาร แยกบันทึกให้ชัดจากค่าใช้จ่ายในประเทศทุกเดือน
อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้บันทึกบัญชี
ควรใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่กำหนดไว้เป็นนโยบายบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัตราอ้างอิงธนาคารแห่งประเทศไทยของวันที่เกิดรายการ ไม่ใช่อัตราที่ธนาคารพาณิชย์เสนอเฉพาะรายในวันโอนเงินจริง เพื่อความสม่ำเสมอตลอดปี
ขั้นตอนการทำงาน
1. ตรวจปริมาณธุรกรรมและยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
เราตรวจรายได้และแผนนำเข้าส่งออกเพื่อยืนยันว่าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเข้าเกณฑ์บังคับแล้ว จากนั้นยื่นจดทะเบียนพร้อมเตรียมเอกสารประกอบกิจการนำเข้าส่งออกให้ครบตามที่กรมสรรพากรต้องการ
2. วางระบบเก็บใบขนสินค้าและเอกสารส่งออก
จัดระบบแฟ้มแยกตามใบขนสินค้าขาเข้าและขาออก เชื่อมโยงกับหลักฐานรับชำระเงินและใบตราส่งต่อรายการ เพื่อให้ค้นหาเอกสารครบชุดได้ทันทีเมื่อถึงกำหนดยื่นแบบหรือถูกขอตรวจสอบ
3. ตรวจภาษีซื้อ PP36 และปิดยอดรายเดือน
ตรวจใบเสร็จค่าอากร คัดกรองรายการซื้อบริการจากต่างประเทศที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ. 36 บันทึกกำไรขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน แล้วปิดยอดภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนก่อนยื่นแบบ ภ.พ. 30
4. กระทบยอดต้นทุนนำเข้ากับสต็อกและรายงานผล
กระทบยอดต้นทุนนำเข้าที่รวมอากร ค่าระวาง และค่าประกันภัยกับยอดสินค้าคงเหลือในระบบ พร้อมสรุปกำไรขั้นต้นที่แท้จริงแยกจากผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน ส่งรายงานให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจตั้งราคารอบถัดไป
อัตราภาษี กำหนดเวลา และรูปแบบแบบยื่นมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือให้เรายืนยันให้ตามกรณีของคุณก่อนนำไปใช้
คำถามที่เจ้าของกิจการถามก่อนเสมอ
- ผู้นำเข้าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไร
- ต้องจดทะเบียนเมื่อรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีตามเกณฑ์ทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติกิจการนำเข้าส่วนใหญ่ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรและขอเครดิตภาษีซื้อจากอากรที่จ่ายไป
- ใบเสร็จค่าอากรใช้แทนใบกำกับภาษีซื้อได้เลยหรือไม่
- ใช้ได้ในฐานะหลักฐานภาษีซื้อสำหรับการนำเข้า แต่ต้องตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและชื่อผู้นำเข้าบนใบเสร็จตรงกับบริษัท และต้องเก็บคู่กับใบขนสินค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อกระทบยอดได้เมื่อถูกตรวจสอบ ใบเสร็จเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีใบขนประกอบมักไม่เพียงพอ
- ส่งออกสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
- การส่งออกสินค้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การยกเว้นภาษี จึงยังต้องออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบตามปกติ เพียงแต่อัตราภาษีที่เรียกเก็บเป็นศูนย์ โดยต้องมีเอกสารพิสูจน์การส่งออกจริงครบถ้วนเพื่อรักษาสิทธินี้ไว้
- ค่าบริการที่ซื้อจากต่างประเทศต้องยื่นแบบอะไร
- ต้องยื่นแบบ ภ.พ. 36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย ภาษีที่นำส่งนี้สามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้หากกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิขอเครดิตตามปกติ
- กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยหรือไม่
- กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงถือเป็นรายจ่ายที่หักได้ ทั้งสองกรณีต้องบันทึกแยกจากกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าเพื่อให้ตรวจสอบที่มาได้ชัดเจน
- ต้นทุนนำเข้าที่ควรรวมเข้าสต็อกมีอะไรบ้าง
- ควรรวมราคาสินค้าตามใบกำกับผู้ขาย อากรขาเข้า ค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศ ค่าประกันภัยสินค้าระหว่างทาง และค่าดำเนินพิธีการศุลกากรที่จ่ายให้ตัวแทนออกของ ปันส่วนตามน้ำหนักหรือมูลค่าสินค้าแต่ละรายการเมื่อนำเข้าพร้อมกันหลายรายการในใบขนเดียว
- ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดซื้อนำเข้าใช้เวลานานเท่าไร
- ระยะเวลาขึ้นอยู่กับว่าเอกสารประกอบครบถ้วนตั้งแต่ยื่นคำขอหรือไม่ กิจการที่มีระบบจัดเก็บใบขนสินค้าและหลักฐานรับชำระเงินเป็นระเบียบมักได้รับการตรวจสอบและอนุมัติเร็วกว่ากิจการที่ต้องรวบรวมเอกสารเพิ่มเติมหลังถูกร้องขอระหว่างการตรวจสอบ
- นำเข้าชั่วคราวเพื่อซ่อมแล้วส่งออกกลับมีผลทางบัญชีอย่างไร
- ต้องบันทึกแยกจากการซื้อขายปกติ ตั้งลูกหนี้อากรที่คาดว่าจะได้คืนตามหลักเกณฑ์ศุลกากร และปรับปรุงเมื่อได้รับคืนจริง พร้อมกระทบยอดกับใบขนสินค้าทั้งขาเข้าและขาออกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย
ทำเองได้ไหม
ผู้นำเข้าส่งออกจำนวนมากปล่อยให้พนักงานบัญชีทั่วไปดูแลภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนธุรกิจในประเทศทั่วไป จนกระทั่งเจอปัญหาเครดิตภาษีซื้อจากใบเสร็จอากรถูกปฏิเสธ หรือสิทธิอัตราศูนย์ถูกโต้แย้งเพราะเอกสารไม่ครบ ปัญหาเหล่านี้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นด้วยระบบเก็บเอกสารและการตรวจสอบที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ ไม่ใช่การปรับใช้ระบบบัญชีในประเทศแบบเดิม ส่งเอกสารนำเข้าส่งออกของท่านมาให้เราตรวจก่อน แล้วเราจะจัดทำใบเสนอราคาที่เหมาะกับปริมาณธุรกรรมจริงของกิจการ
อ่านต่อรายจังหวัด
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และขึ้นทะเบียนยื่นภาษีออนไลน์ — เลือกจังหวัดของคุณ
แต่ละจังหวัดมีสำนักงานพื้นที่ที่ต้องติดต่อ รอบส่งเอกสาร และลักษณะธุรกิจต่างกัน หน้าด้านล่างเขียนแยกตามพื้นที่จริงและเสนอราคาเป็นรายกรณี
ภาคกลาง
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันตก
ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)
ภาคใต้
ส่งเอกสารให้เราดู แล้วรับใบเสนอราคา
ประเมินจากเอกสารจริงของกิจการคุณ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน และเราตอบกลับเป็นข้อเสนอที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน