ภาษี / นำเข้าส่งออก
นำเข้าส่งออกอย่างไรให้บัญชีและศุลกากรตรงกัน ไม่โดนเรียกเก็บย้อนหลัง

เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
รับผิดชอบงานวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน รวมถึงคดีอุทธรณ์ภาษีกับกรมสรรพากรมากกว่า 10 ปี
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-20 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-20
ดูประวัติทีมงานกิจการนำเข้าส่งออกมีจุดตรวจสองด้านที่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแต่คนละมุมมอง ด้านหนึ่งดูพิกัดและราคาศุลกากร อีกด้านดูต้นทุนและภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อสองด้านนี้ไม่ถูกกระทบยอดกัน ผลที่ตามมามักเป็นการเรียกเก็บย้อนหลังหลายปี
1) พิกัดสินค้าไม่ใช่เรื่องของฝ่ายจัดซื้ออย่างเดียว
การจัดพิกัดผิดเปลี่ยนอัตราอากรทั้งชุดสินค้า และผลกระทบจะสะสมทุกครั้งที่นำเข้าซ้ำ จึงควรมีรายการพิกัดกลางที่ฝ่ายบัญชีเห็นและทบทวนร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้ง
หากใช้สิทธิลดอัตราตามความตกลงการค้า ต้องเก็บหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดให้ครบและตรงกับใบขนแต่ละฉบับ เพราะเป็นเอกสารแรกที่ถูกขอเมื่อมีการตรวจสอบ
2) ต้นทุนสินค้าต้องรวมสิ่งที่ควรรวม
ค่าระวาง ค่าประกัน ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการนำของออกจากท่า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า การผลักรายการเหล่านี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายประจำงวดทำให้กำไรขั้นต้นบิดเบือนและสินค้าคงเหลือต่ำกว่าความจริง
ตั้งสูตรปันส่วนค่าใช้จ่ายนำเข้าไว้ล่วงหน้าและใช้แบบเดียวกันทุกครั้ง จะช่วยให้ผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเห็นความสม่ำเสมอ
3) ภาษีซื้อจากการนำเข้าและสิทธิอัตราศูนย์
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระตอนนำเข้าใช้เป็นภาษีซื้อได้เมื่อมีใบเสร็จของกรมศุลกากรในชื่อกิจการ การใช้เอกสารของตัวแทนออกของโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงมักถูกปฏิเสธ
การขายเพื่อส่งออกจะใช้อัตราศูนย์ได้ต้องมีเอกสารยืนยันการนำของออกนอกราชอาณาจักรครบทั้งชุด หากของยังอยู่ในประเทศ รายการนั้นยังไม่เข้าเงื่อนไข
ควรกระทบยอดยอดขายส่งออกในสมุดบัญชีกับมูลค่าตามใบขนขาออกทุกเดือน ส่วนต่างที่ปล่อยไว้จะกลายเป็นประเด็นเมื่อยื่นขอคืน
4) เตรียมตัวก่อนถูกตรวจ
จัดแฟ้มต่อการนำเข้าหนึ่งครั้งให้ครบชุด ประกอบด้วยใบสั่งซื้อ ใบกำกับผู้ขาย เอกสารขนส่ง ใบขน ใบเสร็จอากร และหลักฐานการชำระเงิน แฟ้มที่ครบทำให้การตรวจจบเร็ว
หากพบข้อผิดพลาดเอง การยื่นแก้ไขล่วงหน้ามักได้ผลดีกว่าการรอให้ถูกทักท้วง ทั้งในแง่ยอดเงินเพิ่มและความสัมพันธ์กับหน่วยงาน
สรุป
ธุรกิจนำเข้าส่งออกที่กระทบยอดสองด้านอย่างมีวินัย จะขอคืนภาษีได้เร็วและแทบไม่มีประเด็นย้อนหลัง ทีมของเราวางระบบต้นทุนนำเข้า ตรวจสอบสิทธิอัตราศูนย์ และเตรียมแฟ้มพร้อมตรวจให้ตลอดปี
ปรึกษาทีมเราฟรีคำถามที่พบบ่อย
จัดพิกัดผิดแล้วแก้ย้อนหลังได้ไหม+
ทำได้โดยยื่นแก้ไขและชำระส่วนต่าง การเข้าไปแก้เองก่อนถูกตรวจมักลดภาระเงินเพิ่มลงได้
ค่าระวางต้องรวมในต้นทุนสินค้าเสมอหรือไม่+
โดยหลักต้องรวมเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้สินค้าอยู่ในสภาพและสถานที่พร้อมขาย ข้อยกเว้นควรมีเหตุผลบันทึกไว้
ใช้ใบเสร็จของชิปปิ้งเป็นภาษีซื้อได้ไหม+
ต้องเป็นใบเสร็จค่าภาษีในชื่อกิจการ ส่วนค่าบริการของชิปปิ้งเป็นภาษีซื้ออีกรายการหนึ่งแยกจากกัน
ส่งออกแล้วยังไม่ได้รับเงินใช้อัตราศูนย์ได้หรือไม่+
เงื่อนไขอยู่ที่การส่งของออกจริงและหลักฐานครบ ไม่ได้ผูกกับการรับชำระเงิน แต่ควรติดตามลูกหนี้แยกต่างหาก
ควรกระทบยอดบ่อยแค่ไหน+
รายเดือนคู่กับการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะจับส่วนต่างได้ตั้งแต่ยังแก้ง่าย
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด →5 ข้อผิดพลาดยอดฮิตของ SME ที่ทำให้ถูกเรียกตรวจสอบภาษี
รวมกรณีศึกษาจริงจากทีมของเรา พร้อมวิธีป้องกันก่อนสรรพากรเข้าตรวจ ครอบคลุมทั้ง VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล
BOI Tax Holiday: แยกบัญชี BOI/Non-BOI ให้ถูก มิฉะนั้นเสียสิทธิยกเว้นภาษีทั้งใบ
หลักการแยกรายได้-รายจ่าย-สินทรัพย์ระหว่างกิจการ BOI และ Non-BOI ตามประกาศ ป.42/2543 พร้อม checklist ยื่น ROJ ประจำปี
ได้หนังสือ ตส.4 จากสรรพากร: 72 ชั่วโมงแรกต้องทำอะไรบ้าง
Playbook เมื่อบริษัทได้รับหนังสือเรียกตรวจ ตั้งแต่การอ่านฐานอำนาจ การขอเลื่อน การเตรียมเอกสาร จนถึงการวางกลยุทธ์สู้